Review of nose correction with restructuring techniques by Dr. Peera Thianpaitoon
อ่านเพิ่มเติม
“อยากทำหน้าอกค่ะหมอ แต่ที่บ้านเบรกไว้ บอกว่าเดี๋ยวมีลูกแล้วจะให้นมไม่ได้ รอให้มีลูกก่อนค่อยทำดีไหมคะ?”
นี่คือประโยคยอดฮิตที่สร้างความลังเลให้กับสาวๆ หลายคนที่กำลังวางแผนจะทำศัลยกรรมเสริมหน้าอก (Breast Augmentation) ครับ ความฝันที่อยากจะใส่เสื้อผ้าสวยๆ มีความมั่นใจในรูปร่าง มักจะถูกเตะสกัดด้วยความกังวลเรื่อง “สัญชาตญาณความเป็นแม่” กลัวว่าซิลิโคนจะไปทับท่อน้ำนม กลัวลูกจะดูดสารเคมีเข้าไป หรือกลัวหน้าอกจะพังยับเยินหลังคลอด
วันนี้เราจะมาเปิดตำราทางการแพทย์ เพื่อไขข้อข้องใจกันแบบเจาะลึกและเข้าใจง่ายครับ ขอสปอยล์คำตอบไว้ตรงนี้เลยว่า “คนเสริมหน้าอก สามารถตั้งครรภ์และให้นมบุตรได้ตามปกติครับ!” แต่ในกระบวนการนั้นมีรายละเอียดทางกายวิภาคศาสตร์และเทคนิคของศัลยแพทย์ที่คุณต้องรู้ เพื่อการเตรียมตัวที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุดครับ
ความกังวลที่ว่าซิลิโคนจะไปขัดขวางการผลิตน้ำนมนั้น เกิดจากความไม่เข้าใจโครงสร้างของเต้านมครับ ธรรมชาติสร้างเต้านมของผู้หญิงมาให้ประกอบไปด้วย ต่อมน้ำนมและท่อน้ำนม (Mammary Glands & Lactiferous Ducts) ซึ่งจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนบริเวณใต้ผิวหนังและเชื่อมตรงไปที่หัวนม
ในการผ่าตัดเสริมหน้าอก ศัลยแพทย์ตกแต่งที่มีความเชี่ยวชาญ จะมีเทคนิคการ “ซ่อน” แท่งซิลิโคนเพื่อไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยวกับระบบผลิตน้ำนมเหล่านี้เลยครับ โดยตำแหน่งยอดฮิตที่ปลอดภัยที่สุดคือ:
การวางซิลิโคนใต้กล้ามเนื้อ (Submuscular หรือ Dual Plane): นี่คือเทคนิคที่ดีที่สุดสำหรับว่าที่คุณแม่ครับ หมอจะสอดซิลิโคนเข้าไปไว้ “ใต้ชั้นกล้ามเนื้อหน้าอก (Pectoralis Major)” ซึ่งแปลว่า ซิลิโคนกับต่อมน้ำนมของคุณจะถูกคั่นกลางด้วยกล้ามเนื้อแผ่นใหญ่แผ่นนี้อย่างชัดเจน แยกกันอยู่คนละชั้นโดยสิ้นเชิง! ซิลิโคนจึงไม่สามารถไปกดทับท่อน้ำนม หรือรบกวนการผลิตน้ำนมได้เลยครับ
หมายเหตุ: แม้จะวางซิลิโคนเหนือกล้ามเนื้อ (Subglandular) ก็ทำได้ แต่อาจมีโอกาสที่ซิลิโคนจะเบียดเนื้อเยื่อเต้านมได้มากกว่า แพทย์จึงมักแนะนำเทคนิคใต้กล้ามเนื้อสำหรับคนที่ยังไม่มีบุตรครับ
ตำแหน่งการวางซิลิโคนว่าสำคัญแล้ว “ตำแหน่งการลงมีดผ่าตัด” สำคัญยิ่งกว่าครับ! เพราะการจะนำซิลิโคนเข้าไปได้ หมอต้องเปิดแผล ซึ่งรอยแผลแต่ละจุดส่งผลต่อการให้นมบุตรต่างกัน:
แผลใต้ราวนม (Inframammary Fold) และ แผลรักแร้ (Transaxillary): (แนะนำที่สุด) การเปิดแผลสองจุดนี้ เป็นเส้นทางที่แพทย์สามารถสอดซิลิโคนเข้าไปใต้กล้ามเนื้อได้โดย “ไม่ต้องตัดผ่านเนื้อเยื่อเต้านมและท่อน้ำนมเลย” จึงถือเป็นวิธีที่ปลอดภัยต่อกลไกการให้นมลูกมากที่สุด โอกาสที่ท่อน้ำนมจะเสียหายแทบจะเป็นศูนย์ครับ
แผลปานนม (Periareolar): (ต้องระวัง) การเปิดแผลรอบปานนม หมอจะต้องผ่าทะลุผ่านเนื้อเยื่อเต้านมและท่อน้ำนมบางส่วนเพื่อลงไปถึงชั้นกล้ามเนื้อ แม้หมอจะทำด้วยความระมัดระวัง แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะไปตัดโดนท่อน้ำนม หรือเส้นประสาทที่รับความรู้สึกบริเวณหัวนม ซึ่งเส้นประสาทนี้สำคัญมาก เพราะเมื่อลูกดูดนม มันจะส่งสัญญาณไปที่สมองให้หลั่งฮอร์โมนผลิตน้ำนม (Prolactin) หากเส้นประสาทเสียหาย การผลิตน้ำนมก็อาจลดลงได้ครับ
เมื่อคุณแม่เริ่มตั้งครรภ์ ฮอร์โมนในร่างกายจะพุ่งสูงขึ้น ทำให้ต่อมน้ำนมขยายตัว หน้าอกจะคัดตึงและมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว (บางคนใหญ่ขึ้น 1-2 คัพ) หลายคนกังวลว่าเนื้อที่ตึงขึ้นจะไปบีบซิลิโคนจนแตก
ในทางการแพทย์ “ซิลิโคนทนแรงดันได้มหาศาลครับ” การขยายตัวของผิวหนังและเนื้อเต้านมตามธรรมชาติ ไม่มีทางสร้างแรงบีบมหาศาลจนทำให้ซิลิโคนเกรดการแพทย์ (Medical Grade) แตกหรือปริได้ สิ่งที่คุณแม่จะรู้สึกคือหน้าอกอาจจะตึงและหนักกว่าคนท้องทั่วไปเล็กน้อย เนื่องจากมีทั้งน้ำหนักของน้ำนมและน้ำหนักของซิลิโคนรวมกันครับ การดูแลตัวเองง่ายๆ คือการสวมใส่ชุดชั้นในพยุงครรภ์ (Maternity Bra) ที่ไม่มีโครงแข็ง เพื่อซัพพอร์ตน้ำหนักและลดความอึดอัดครับ
นี่คือความกลัวระดับตำนานครับ! ขออธิบายให้เห็นภาพว่า ซิลิโคนเกรดการแพทย์ยุคปัจจุบัน (Cohesive Gel) มีลักษณะเป็นเจลเหนียวหนึบเกาะตัวกันแน่น ต่อให้เอามีดผ่าครึ่ง เจลก็จะไม่ไหลเยิ้มออกมา (No leakage) นอกจากนี้ ร่างกายเรายังมีพังผืด (Capsule) สร้างขึ้นมาห่อหุ้มซิลิโคนไว้อีกชั้นหนึ่ง และอย่างที่อธิบายไปข้างต้นว่า ท่อน้ำนมกับซิลิโคนอยู่กันคนละชั้น ดังนั้น “ไม่มีทางเลยที่สารซิลิโคนจะหลุดรอดหรือซึมทะลุเข้าไปผสมกับน้ำนมแม่ได้” คุณแม่สามารถให้นมลูกจากเต้าได้อย่างสบายใจ 100% ปลอดภัยต่อลูกน้อยแน่นอนครับ
ความจริงที่โหดร้ายคือ ไม่ว่าคุณจะเสริมหน้าอกหรือไม่ก็ตาม การตั้งครรภ์และการให้นมบุตร ย่อมทำให้หน้าอกสูญเสียความยืดหยุ่นและเกิดภาวะหย่อนคล้อย (Breast Ptosis) ลงบ้างตามธรรมชาติครับ เมื่อน้ำนมแห้ง เนื้อเยื่อที่เคยขยายตัวจะหดแฟบลง
สำหรับคนที่มีซิลิโคนอยู่ด้านใน ซิลิโคนจะยังคงช่วยค้ำยันโครงสร้างหน้าอกไว้ส่วนหนึ่ง ทำให้หน้าอกไม่ดูแฟบแบนจนเกินไปเมื่อเทียบกับคนไม่ได้ทำ แต่ในกรณีที่คุณแม่มีผิวหนังยืดขยายมากเกินไป อาจเกิดภาวะ “เต้านมซ้อนเต้านม (Double Bubble)” ซึ่งหากเกิดปัญหานี้ขึ้น สามารถกลับมาปรึกษาศัลยแพทย์เพื่อทำการ “ยกกระชับหน้าอก (Mastopexy)” เพื่อทวงคืนทรงสวยๆ กลับมาได้ครับ
การเป็นผู้หญิงยุคใหม่ ไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง “ความสวยความมั่นใจ” กับ “การเป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบ” ครับ คุณสามารถมีหน้าอกที่สวยงามและสามารถมอบน้ำนมซึ่งเป็นของขวัญล้ำค่าที่สุดให้กับลูกน้อยได้พร้อมๆ กัน เพียงแค่ต้องวางแผน ปรึกษา และเลือกทำศัลยกรรมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจกายวิภาคศาสตร์อย่างถ่องแท้ เพื่อเลือกเทคนิคการผ่าตัดที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับตัวคุณและลูกน้อยในอนาคตครับ!
Review of nose correction with restructuring techniques by Dr. Peera Thianpaitoon
อ่านเพิ่มเติมReview of nose correction with restructuring techniques by Dr. Peera Thianpaitoon
อ่านเพิ่มเติมReview of nose correction with restructuring techniques by Dr. Peera Thianpaitoon
อ่านเพิ่มเติมReview of nose correction with restructuring techniques by Dr. Peera Thianpaitoon
อ่านเพิ่มเติม
Schedule an appointment for direct consultation and treatment with a PSC Clinic doctor.
นพ.พีระ
Rama 9 Hospital
Tuesday / Wednesday / Saturday: 13:00 – 18:00
PSC CLINIC
Thursday / Friday: 13:00 – 17:00
รศ.พญ.วรีพร
Thursday / Friday: 1.00 - 6.00 pm.
Closed every Sunday
คลินิกศัลยกรรมตกแต่ง PSC ให้บริการโดยแพทย์เฉพาะทาง และเครื่องมือที่มีมาตรฐาน ทันสมัย ด้วยประสบการณ์มากกว่า 18 ปี ในสายอาชีพศัลยกรรม ได้รับรางวัลและเป็นวิทยากรรับเชิญชั้นนำในระดับนานาชาติ ทั้งด้านบริการ Nose Surgery และ บริการเสริมหน้าอก Breast Surgery โดยคุณหมอพีระ เทียนไพฑูรย์ ศัลยแพทย์ตกแต่ง PSC Clinic | Plastic Surgery Skin & Laser