รีวิวแก้จมูกด้วยเทคนิคปรับโครงสร้าง โดย นพ.พีระ เทียนไพฑูรย์
อ่านเพิ่มเติม
การศัลยกรรมเสริมหน้าอกเป็นหัตถการทางการแพทย์ที่ช่วยยกระดับความมั่นใจและปรับแต่งสรีระให้มีความพอเหมาะลงตัว นอกเหนือจากการพิจารณาเลือกขนาดและรูปทรงของวัสดุซิลิโคนแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผู้เข้ารับการผ่าตัดให้ความใส่ใจเป็นอย่างมากคือ “ตำแหน่งของรอยแผลผ่าตัด” ซึ่งในปัจจุบัน เทคนิคการผ่าตัดที่มีการเปิดแผลบริเวณใต้ราวนม (Inframammary Fold Incision) ถือเป็นมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในวงการศัลยกรรมตกแต่งทั่วโลก
บทความนี้จะนำท่านไปเจาะลึกถึงข้อดีของการเปิดแผลใต้ราวนม ลักษณะการสมานตัวของบาดแผลในแต่ละระยะ พร้อมทั้งรวบรวมเทคนิคการดูแลรอยแผลผ่าตัดอย่างถูกวิธีตามหลักการแพทย์ เพื่อให้แผลมีความเรียบเนียน จางไว และถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนที่สุด
เทคนิคการผ่าตัดเสริมหน้าอกผ่านรอยพับใต้เต้านม หรือแผลใต้ราวนม เป็นตำแหน่งที่ศัลยแพทย์ตกแต่งส่วนใหญ่แนะนำ เนื่องจากมีข้อได้เปรียบทั้งในเชิงกายวิภาคศาสตร์และผลลัพธ์ด้านความงาม ดังนี้:
บริเวณใต้ราวนมเป็นจุดที่มีรอยพับของผิวหนังตามสรีระปกติ เมื่อทำการใส่ซิลิโคนเข้าไป หน้าอกที่มีปริมาตรเพิ่มขึ้นจะสร้างความนูนและทิ้งตัวลงมาปิดทับบริเวณรอยพับนี้โดยอัตโนมัติ ทำให้เมื่อผู้รับการผ่าตัดยืนตัวตรง หรือสวมใส่เสื้อผ้า ชุดชั้นใน ไปจนถึงชุดว่ายน้ำ รอยแผลจะถูกซ่อนไว้ด้านล่างอย่างมิดชิด มองไม่เห็นจากด้านหน้า
ตำแหน่งใต้ราวนมเป็นช่องทางที่ศัลยแพทย์สามารถมองเห็นโครงสร้างภายในทรวงอกได้อย่างชัดเจนที่สุด แพทย์สามารถใช้เครื่องมือเข้าไปเลาะแยกชั้นเนื้อเยื่อเพื่อสร้างช่องว่าง (Pocket) สำหรับวางซิลิโคนได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการวางเหนือกล้ามเนื้อ หรือใต้กล้ามเนื้อ ที่สำคัญคือเทคนิคนี้ไม่จำเป็นต้องตัดผ่านเนื้อเยื่อต่อมน้ำนมหรือท่อน้ำนม จึงช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียความรู้สึกบริเวณหัวนม และรักษาความสามารถในการให้นมบุตรในอนาคตได้อย่างสมบูรณ์
เนื่องจากการเข้าถึงพื้นที่ผ่าตัดทำได้โดยตรงและมีอุปสรรคน้อย ทำให้ใช้เวลาในการผ่าตัดลดลง เนื้อเยื่อข้างเคียงได้รับการกระทบกระเทือนน้อย ส่งผลให้อาการบวมช้ำหลังผ่าตัดมีน้อยกว่า และผู้รับการผ่าตัดสามารถฟื้นตัวกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
การทำความเข้าใจกระบวนการสมานแผลตามธรรมชาติ จะช่วยให้ผู้รับการผ่าตัดคลายความกังวลและสามารถดูแลแผลได้อย่างถูกต้องในแต่ละช่วงเวลา
ระยะแรกหลังผ่าตัด (สัปดาห์ที่ 1-2): รอยแผลจะมีลักษณะเป็นเส้นสีแดง อาจมีความนูนเล็กน้อยและมีอาการตึงบริเวณรอบปากแผล ถือเป็นกลไกปกติของร่างกายที่ส่งเลือดและสารอาหารมาซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
ระยะฟื้นฟู (เดือนที่ 1-3): แผลจะปิดสนิทและเริ่มมีความแข็งตัวขึ้นเล็กน้อยเนื่องจากการสร้างคอลลาเจน สีของแผลอาจยังคงมีความอมแดงหรือคล้ำคล้ายรอยช้ำ
ระยะสมานตัวสมบูรณ์ (เดือนที่ 6 เป็นต้นไป): รอยแผลจะค่อยๆ อ่อนนุ่มลง ความนูนจะลดลงจนแบนราบไปกับผิวหนัง สีของแผลจะค่อยๆ จางลงจนใกล้เคียงกับสีผิวปกติรอบข้าง และกลืนไปกับรอยพับใต้ทรวงอกในที่สุด
แม้ตำแหน่งแผลจะถูกซ่อนไว้อย่างดี แต่รอยแผลจะสวยงามหรือเกิดเป็นแผลเป็นนูนหนา (Keloid / Hypertrophic scar) นั้น ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองหลังการผ่าตัดอย่างเคร่งครัดเป็นสำคัญ โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้:
1. การดูแลความสะอาดตามคำแนะนำของแพทย์ ในช่วงแรกก่อนการตัดไหม หรือก่อนที่แผลจะปิดสนิท ต้องรักษาความสะอาดของแผลอย่างเคร่งครัด ห้ามให้แผลโดนน้ำโดยเด็ดขาดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ในการเปลี่ยนอุปกรณ์ทำแผล (Dressing) เมื่อแพทย์อนุญาตให้อาบน้ำได้ ควรใช้สบู่อ่อนๆ ทำความสะอาด ซับแผลให้แห้งสนิททุกครั้ง และหลีกเลี่ยงการนำสิ่งสกปรกมาสัมผัสบริเวณบาดแผล
2. การใช้ยาทาหรือเจลลดรอยแผลเป็น เมื่อแผลปิดสนิทดีและไม่มีสะเก็ดแผลหลงเหลืออยู่ (มักจะเริ่มใช้ได้ประมาณ 2-4 สัปดาห์หลังผ่าตัด) สามารถเริ่มทายาหรือเจลที่มีคุณสมบัติช่วยลดรอยแผลเป็น ซึ่งมักจะมีส่วนผสมของซิลิโคนเหลว วิตามินอี หรือสารสกัดจากหัวหอม การทายาอย่างสม่ำเสมอวันละ 2 ครั้ง พร้อมกับการนวดคลึงเบาๆ บริเวณรอยแผล จะช่วยให้คอลลาเจนใต้ผิวหนังเรียงตัวเป็นระเบียบ ลดความตึง และป้องกันการเกิดแผลเป็นนูน
3. การใช้แผ่นซิลิโคนแปะลดรอยแผล (Silicone Gel Sheet) ถือเป็นหนึ่งในวิธีที่ได้รับการยอมรับทางการแพทย์ว่ามีประสิทธิภาพสูง แผ่นซิลิโคนจะช่วยรักษาความชุ่มชื้นบริเวณบาดแผล ควบคุมอุณหภูมิ และสร้างแรงกดทับที่พอเหมาะ ซึ่งกลไกเหล่านี้จะช่วยยับยั้งไม่ให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนมากเกินความจำเป็น ทำให้แผลเป็นมีความแบนราบและอ่อนนุ่มลง ควรปิดแผ่นซิลิโคนอย่างน้อยวันละ 12-24 ชั่วโมง ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 2-3 เดือน
4. การปกป้องแผลจากแสงแดดและรังสียูวี รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากแสงแดด เป็นตัวการสำคัญที่ไปกระตุ้นการทำงานของเม็ดสีเมลานินบริเวณเนื้อเยื่อที่เกิดใหม่ ทำให้รอยแผลผ่าตัดมีสีคล้ำขึ้นและจางลงได้ยาก ดังนั้น หากต้องสวมใส่เสื้อผ้าที่เปิดเผยบริเวณหน้าอก ควรหลีกเลี่ยงการออกแดดจัด หรือทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50 ขึ้นไปบริเวณรอยแผลอย่างสม่ำเสมอ เป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปีหลังการผ่าตัด
5. การสวมใส่ซัพพอร์ตบรา (Support Bra) การสวมเสื้อชั้นในสำหรับพยุงหน้าอกหลังการผ่าตัดตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด มีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่ช่วยประคองรูปทรงของซิลิโคนให้เข้าที่ แต่ยังช่วยลดแรงโน้มถ่วงและแรงกระแทกที่มากระทำต่อผิวหนังบริเวณรอยพับใต้เต้านม เมื่อแผลไม่ต้องรับน้ำหนักที่ถูกดึงรั้ง โอกาสที่แผลจะปริกว้างออกหรือเกิดความหนาตัวก็จะลดน้อยลง
6. การจำกัดการเคลื่อนไหวและงดออกกำลังกายหนัก ในช่วง 4-6 สัปดาห์แรก ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้การยืดเหยียดช่วงแขน ลำตัว หรือการยกของหนัก การขยับร่างกายอย่างรุนแรงจะทำให้ผิวหนังบริเวณแผลเกิดแรงตึงเครียด (Mechanical stress) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่กระตุ้นให้เกิดแผลเป็นนูนหนาและกว้างขึ้น ควรรอให้เนื้อเยื่อภายในสมานตัวอย่างสมบูรณ์ก่อนจึงกลับไปทำกิจกรรมตามปกติ
เคล็ดลับเพิ่มเติมจากภายใน เพื่อการฟื้นฟูที่สมบูรณ์แบบการดูแลจากภายนอกต้องทำควบคู่ไปกับการฟื้นฟูร่างกายจากภายใน เพื่อให้กระบวนการสมานแผลทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด:
โภชนาการที่เหมาะสม: เน้นการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน เพื่อนำไปซ่อมแซมเนื้อเยื่อ วิตามินซีช่วยในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และแร่ธาตุสังกะสีช่วยลดการอักเสบของบาดแผล
การดื่มน้ำอย่างเพียงพอ: การรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย จะช่วยให้ผิวหนังมีความชุ่มชื้นและมีความยืดหยุ่นที่ดี
การพักผ่อนอย่างเต็มที่: ในช่วงนอนหลับ ร่างกายจะหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูบาดแผลให้หายรวดเร็วยิ่งขึ้น
การศัลยกรรมเสริมหน้าอกด้วยเทคนิคแผลใต้ราวนม มอบผลลัพธ์ด้านความงามที่ยอดเยี่ยมและซ่อนรอยแผลได้อย่างแนบเนียน อย่างไรก็ตาม ความสวยงามที่สมบูรณ์แบบนั้นต้องอาศัยความร่วมมือของผู้รับการผ่าตัดในการดูแลตนเองอย่างมีวินัย การทำความเข้าใจกระบวนการสมานแผล และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ทั้งการใช้ผลิตภัณฑ์ลดรอยแผล การจำกัดการเคลื่อนไหว และการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้รอยแผลผ่าตัดเรียบเนียน จางไว และมอบความมั่นใจให้ท่านในทุกสัดส่วนและการแต่งกาย
รีวิวแก้จมูกด้วยเทคนิคปรับโครงสร้าง โดย นพ.พีระ เทียนไพฑูรย์
อ่านเพิ่มเติมรีวิวแก้จมูกด้วยเทคนิคปรับโครงสร้าง โดย นพ.พีระ เทียนไพฑูรย์
อ่านเพิ่มเติมรีวิวแก้จมูกด้วยเทคนิคปรับโครงสร้าง โดย นพ.พีระ เทียนไพฑูรย์
อ่านเพิ่มเติมรีวิวแก้จมูกด้วยเทคนิคปรับโครงสร้าง โดย นพ.พีระ เทียนไพฑูรย์
อ่านเพิ่มเติม
ช่วงเวลาเข้าตรวจรักษาโดยตรงกับแพทย์ประจำ PSC คลินิก
นพ.พีระ
รพ. พระราม 9 อังคาร / พุธ / เสาร์ เวลา 13.00 – 18.00 น.
PSC CLINIC พฤหัสบดี / ศุกร์ เวลา 13.00 – 17.00 น.
รศ.พญ.วรีพร
พฤหัสบดี / ศุกร์ เวลา 13.00 – 18.00 น.
หยุดทำการทุกวันอาทิตย์
คลินิกศัลยกรรมตกแต่ง PSC ให้บริการโดยแพทย์เฉพาะทาง และเครื่องมือที่มีมาตรฐาน ทันสมัย ด้วยประสบการณ์มากกว่า 18 ปี ในสายอาชีพศัลยกรรม ได้รับรางวัลและเป็นวิทยากรรับเชิญชั้นนำในระดับนานาชาติ ทั้งด้านบริการ เสริมจมูก และ บริการเสริมหน้าอก ทำนม โดยคุณหมอพีระ เทียนไพฑูรย์ ศัลยแพทย์ตกแต่ง PSC Clinic | Plastic Surgery Skin & Laser