Review of nose correction with restructuring techniques by Dr. Peera Thianpaitoon
อ่านเพิ่มเติม
“หมอคะ รองปลายจมูกด้วยอะไรดีคะ? เนื้อเยื่อเทียมก็สะดวกดี ไม่ต้องเจ็บตัวหลายที่ แต่เห็นบางคนบอกว่าใช้กระดูกอ่อนหลังหูหรือเนื้อเยื่อตัวเองดีกว่า สรุปแบบไหนเวิร์กสุดคะ?”
นี่คือคำถามยอดฮิตระดับท็อปโฟร์ที่ศัลยแพทย์ตกแต่งต้องคอยตอบคนไข้อยู่เป็นประจำครับ ในยุคปัจจุบันที่เทรนด์การทำจมูกทรง “หยดน้ำ” หรือ “ปลายพุ่งสายฝอ” กำลังมาแรง สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ “วัสดุรองปลายจมูก” เพื่อป้องกันปัญหาซิลิโคนทะลุในอนาคต ซึ่งตัวเลือกหลักๆ ในวงการแพทย์ตอนนี้ก็หนีไม่พ้น “เนื้อเยื่อตัวเอง” (Autologous Graft) และ “เนื้อเยื่อเทียม” (Acellular Dermal Matrix – ADM)
แม้เนื้อเยื่อเทียมจะถูกโฆษณาว่าสะดวก รวดเร็ว และเป็นนวัตกรรมใหม่ แต่ทำไมในมุมมองทางการแพทย์ขั้นสูง ศัลยแพทย์ตกแต่งส่วนใหญ่ถึงยังคงยกให้ “เนื้อเยื่อของตัวคนไข้เอง” เป็น มาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ที่ดีที่สุดตลอดกาล? วันนี้เราจะมาเจาะลึกเหตุผลทางวิทยาศาสตร์แบบเข้าใจง่ายๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนขึ้นเขียงกันครับ!
ก่อนจะไปดูเหตุผล เรามาทำความรู้จักวัสดุทั้งสองแบบกันแบบสั้นๆ ก่อนครับ:
เนื้อเยื่อเทียม (ADM): คือเนื้อเยื่อที่ได้รับการบริจาค (ส่วนใหญ่มาจากมนุษย์หรือสัตว์จำพวกหมู/วัว) นำมาผ่านกระบวนการทางห้องปฏิบัติการเพื่อ “กำจัดเซลล์ที่มีชีวิตออกไปทั้งหมด” (Acellular) เหลือเพียงโครงข่ายคอลลาเจนเปล่าๆ เพื่อไม่ให้ร่างกายคนไข้ต่อต้าน ข้อดีคือแกะกล่องใช้ได้เลย หมอทำงานง่าย คนไข้ไม่ต้องมีแผลเพิ่ม
เนื้อเยื่อตัวเอง (Autologous Graft): คือการนำชิ้นส่วนจากร่างกายของคนไข้เองมาใช้งาน เช่น กระดูกอ่อนหลังหู (Ear Cartilage), เนื้อเยื่อหลังหู, เยื่อหุ้มกล้ามเนื้อขมับ (Temporalis Fascia), กระดูกอ่อนแกนกลางจมูก (Septal Cartilage) หรือกระดูกอ่อนซี่โครง (Rib Cartilage) ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือ หมอต้องใช้เวลาผ่าตัดนานขึ้น และคนไข้จะมีแผลเพิ่มอีก 1 จุดเล็กๆ
ทีนี้ เรามาดูกันครับว่า ทำไมการยอม “เจ็บตัวเพิ่มอีกนิด” เพื่อใช้เนื้อเยื่อตัวเอง ถึงคุ้มค่ากว่าในระยะยาว
จุดตัดที่สำคัญที่สุดระหว่างวัสดุสองชนิดนี้คือ “การมีชีวิต” ครับ
เนื้อเยื่อเทียม (ADM) เป็นเพียงโครงสร้างคอลลาเจนที่ไม่มีเซลล์สิ่งมีชีวิตแล้ว เมื่อใส่เข้าไปในปลายจมูก มันจะทำหน้าที่เป็นแค่ “เบาะรองกันกระแทก” ชั่วคราว ร่างกายจะต้องใช้เวลาสร้างเส้นเลือดใหม่ (Neovascularization) ค่อยๆ ชอนไชเข้าไปเลี้ยงโครงข่ายนี้ ซึ่งบางครั้งกระบวนการนี้ก็ไม่สมบูรณ์ ทำให้เนื้อเยื่อเทียมเสื่อมสภาพได้ง่าย
ในทางกลับกัน เนื้อเยื่อตัวเอง เป็นเซลล์ที่ยังมีชีวิต มีเซลล์ต้นกำเนิด และคุ้นเคยกับระบบนิเวศในร่างกายของเราอยู่แล้ว เมื่อย้ายที่อยู่นำมารองปลายจมูก เส้นเลือดฝอยในจมูกจะสามารถเชื่อมต่อและส่งเลือดมาหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อนี้ได้อย่างรวดเร็ว (Revascularization) ทำให้เนื้อเยื่อสามารถมีชีวิตรอด เติบโต และกลายเป็นส่วนหนึ่งของจมูกเราได้อย่างสมบูรณ์แบบ แข็งแรง ทนทาน และป้องกันการทะลุได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
นี่คือ Pain Point หลักของคนที่ใช้เนื้อเยื่อเทียมเลยครับ! เนื่องจากเนื้อเยื่อเทียมเป็นวัสดุแปลกปลอมที่ไม่มีเซลล์สิ่งมีชีวิต เมื่อเวลาผ่านไป 1-3 ปี ร่างกายของเราจะมีกลไกทางธรรมชาติในการ “ดูดซึม” (Resorption) สารเหล่านี้กลับเข้าไป งานวิจัยทางการแพทย์ระบุว่า เนื้อเยื่อเทียมมีอัตราการยุบตัวหรือสลายตัวได้ถึง 20% – 40% (หรือบางเคสอาจสลายไปเกือบหมด)
ผลที่ตามมาคืออะไร? จมูกที่เคยดูปลายพุ่งละมุนในตอนแรก จะค่อยๆ แฟบลง ทรงจมูกเปลี่ยนไป และเมื่อเบาะรองปลายจมูกฝ่อหายไป ความเสี่ยงที่ขอบซิลิโคนจะดันเนื้อจมูกจนบางและทะลุก็จะกลับมาเยือนอีกครั้ง
แต่ถ้าเป็น เนื้อเยื่อตัวเอง เช่น กระดูกอ่อนหลังหู หรือเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ เมื่อมันเชื่อมต่อกับเส้นเลือดในจมูกได้สำเร็จ มันจะ “อยู่คงทนถาวรตลอดชีวิต” อัตราการฝ่อตัวต่ำมากๆ ทรงจมูกที่คุณเห็นตอนเข้าที่ในเดือนที่ 6 จะยังคงเป็นทรงนั้นไปอีก 10-20 ปี ถือเป็นการเจ็บตัวครั้งเดียวที่ให้ผลลัพธ์คุ้มค่าและมีความเสถียร (Stability) สูงที่สุดครับ
จำไว้เสมอครับว่า “แบคทีเรียชอบของแปลกปลอมที่ไม่มีเลือดไปเลี้ยง” ในกรณีที่คนไข้ดูแลแผลไม่ดี หรือมีภูมิต้านทานตก หากมีแบคทีเรียเล็ดลอดเข้าไปบริเวณปลายจมูก เนื้อเยื่อเทียมจะกลายเป็น “แหล่งซ่องสุม” ชั้นดีของแบคทีเรียทันที เพราะมันไม่มีเม็ดเลือดขาว (จากระบบไหลเวียนเลือด) เข้าไปต่อสู้กับเชื้อโรคบริเวณนั้นได้อย่างเต็มที่ ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อและอักเสบรุนแรงจนต้องถอดซิลิโคนพัก
ในขณะที่ เนื้อเยื่อตัวเอง มีเลือดไปเลี้ยงอย่างสมบูรณ์ แปลว่ามีกองทัพ “เม็ดเลือดขาว” คอยลาดตระเวนอยู่ตลอดเวลา หากมีแบคทีเรียบุกรุก ร่างกายจะสามารถจัดการและต่อสู้กับการติดเชื้อได้ดีกว่าหลายเท่าตัว ดังนั้น ในเคสงานแก้จมูกที่เคยติดเชื้อมาก่อน หรือเคสจมูกเนื้อบางมากๆ ศัลยแพทย์จะบังคับใช้เฉพาะเนื้อเยื่อตัวเองเท่านั้น และจะปฏิเสธการใช้เนื้อเยื่อเทียมโดยเด็ดขาดครับ
เนื้อเยื่อเทียมมักจะมีความหนาและความแข็งที่เป็นสแตนดาร์ดมาจากโรงงาน บางครั้งเมื่อนำมาใส่ในจมูกที่ผิวบาง อาจทำให้จับแล้วรู้สึกเป็นก้อน ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน หรือขอบเขตของเนื้อเยื่อดูชัดเกินไป
แต่ศัลยแพทย์สามารถนำ กระดูกอ่อนหลังหู หรือ เยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ มาตัดแต่ง เหลา และจัดทรงให้เข้ากับสรีระจมูกของคนไข้แต่ละคนได้อย่างอิสระและแนบเนียน เมื่อแผลสมานตัวและเข้าที่แล้ว การสัมผัสปลายจมูกจะให้ความรู้สึกที่นุ่ม เป็นธรรมชาติ บิดได้ (ในระดับที่ปลอดภัย) ราวกับเป็นปลายจมูกที่แม่ให้มาตั้งแต่เกิดครับ
ไม่มีวัสดุไหนบนโลกที่สมบูรณ์แบบ 100% เนื้อเยื่อเทียมอาจเหมาะกับเคสเสริมจมูกครั้งแรกที่มีเนื้อจมูกหนาพอสมควรและไม่อยากมีแผลหลายที่ แต่ถ้ามองถึง “ความปลอดภัยระยะยาว ความคงทน และการลดความเสี่ยงในการทะลุหรือติดเชื้อให้เหลือน้อยที่สุด” การลงทุนเจ็บตัวเพิ่มอีกนิดเพื่อใช้ “เนื้อเยื่อตัวเอง” ถือเป็นการตัดสินใจที่ฉลาด และเป็นคำตอบที่ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกเห็นพ้องต้องกันครับ!
Review of nose correction with restructuring techniques by Dr. Peera Thianpaitoon
อ่านเพิ่มเติมReview of nose correction with restructuring techniques by Dr. Peera Thianpaitoon
อ่านเพิ่มเติมReview of nose correction with restructuring techniques by Dr. Peera Thianpaitoon
อ่านเพิ่มเติมReview of nose correction with restructuring techniques by Dr. Peera Thianpaitoon
อ่านเพิ่มเติม
Schedule an appointment for direct consultation and treatment with a PSC Clinic doctor.
นพ.พีระ
Rama 9 Hospital
Tuesday / Wednesday / Saturday: 13:00 – 18:00
PSC CLINIC
Thursday / Friday: 13:00 – 17:00
รศ.พญ.วรีพร
Thursday / Friday: 1.00 - 6.00 pm.
Closed every Sunday
คลินิกศัลยกรรมตกแต่ง PSC ให้บริการโดยแพทย์เฉพาะทาง และเครื่องมือที่มีมาตรฐาน ทันสมัย ด้วยประสบการณ์มากกว่า 18 ปี ในสายอาชีพศัลยกรรม ได้รับรางวัลและเป็นวิทยากรรับเชิญชั้นนำในระดับนานาชาติ ทั้งด้านบริการ Nose Surgery และ บริการเสริมหน้าอก Breast Surgery โดยคุณหมอพีระ เทียนไพฑูรย์ ศัลยแพทย์ตกแต่ง PSC Clinic | Plastic Surgery Skin & Laser