Review of nose correction with restructuring techniques by Dr. Peera Thianpaitoon
อ่านเพิ่มเติม
“หมอคะ จมูกหนูบวมแดงคล้ายจะอักเสบ สงสัยร่างกายหนูจะแพ้ซิลิโคนแน่ๆ เลยค่ะ!”
ประโยคยอดฮิตที่ศัลยแพทย์ตกแต่งและเจ้าหน้าที่คลินิกศัลยกรรมต้องเคยได้ยินกันแทบทุกวัน เมื่อคนไข้ที่เพิ่งผ่านการอัปดั้งมาหมาดๆ หรือทำมาสักพักแล้วเกิดอาการบวม แดง เจ็บ หรือมีน้ำเหลืองซึม สิ่งแรกที่หลายคนมักจะนึกโทษก็คือ “อาการแพ้ซิลิโคน” ราวกับว่าร่างกายต่อต้านสิ่งแปลกปลอมแบบเดียวกับคนแพ้อาหารทะเลหรือแพ้ฝุ่น
แต่ในทางการแพทย์และหลักวิทยาศาสตร์แล้ว อาการอักเสบที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากการ “แพ้ซิลิโคน” จริงๆ หรือเป็นเพียงแค่ “แพะรับบาป” ที่ถูกเข้าใจผิดมาตลอด? วันนี้เราจะมาเจาะลึกทฤษฎีทางการแพทย์ด้วยภาษาง่ายๆ เพื่อคลายข้อสงสัยนี้กันครับ
ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจวัสดุที่เราใส่เข้าไปในร่างกายกันก่อนครับ ซิลิโคนที่ใช้ในการเสริมจมูกหรือเสริมหน้าอกที่ได้มาตรฐานนั้น จะต้องเป็น Medical Grade Silicone ซึ่งผ่านการทดสอบมาอย่างยาวนานว่ามีความปลอดภัยสูงมาก
คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของซิลิโคนเกรดการแพทย์คือ มันเป็น “วัสดุเฉื่อย” (Inert Material) แปลภาษาง่ายๆ คือ เป็นวัสดุที่ไม่ทำปฏิกิริยาทางเคมีใดๆ กับเนื้อเยื่อและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์ ร่างกายจึงไม่ได้มองว่ามันเป็นสารพิษที่ต้องสร้างแอนติบอดี (Antibody) ขึ้นมาต่อต้าน
ดังนั้น โอกาสที่คนเราจะเกิดอาการ “ภูมิแพ้” (Allergic Reaction / Hypersensitivity) ต่อตัวซิลิโคนแท้ๆ นั้น “มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมากๆ จนแทบจะเป็นศูนย์” หรือเรียกได้ว่าเป็นเคส 1 ในล้านเลยก็ว่าได้ครับ หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ การแพ้ซิลิโคนจมูกนั้น เกิดขึ้นได้ยากกว่าการแพ้พลาสเตอร์ปิดแผล หรือแพ้ยาชาเสียอีกครับ!
เมื่อเราตัดประเด็นเรื่องการแพ้วัสดุออกไป สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้จมูกหลังทำเกิดการอักเสบ บวม แดง หรือทะลุนั้น มักจะมาจากปัจจัยหลักๆ 3 ประการดังนี้ครับ:
1. การติดเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Infection) – ตัวการอันดับหนึ่ง! นี่คือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการอักเสบครับ การติดเชื้อมักจะไม่ได้เกิดจากตัวซิลิโคน แต่เกิดจาก “แบคทีเรีย” ที่เล็ดลอดเข้าไปในโพรงแผล ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากหลายช่องทาง เช่น:
ระหว่างการผ่าตัด: หากห้องผ่าตัดหรือเครื่องมือไม่ปลอดเชื้อ 100% (ซึ่งคลินิกที่ได้มาตรฐานจะเข้มงวดเรื่อง Sterile Technique มาก)
การดูแลตัวเองหลังผ่าตัด (Post-operative Care): อันนี้เจอบ่อยสุดครับ เช่น คนไข้เผลอเอามือที่ไม่สะอาดไปแคะ แกะ เกา บริเวณแผล, ปล่อยให้แผลโดนน้ำก่อนกำหนดจนแผลแฉะ, ทำความสะอาดแผลไม่ดีพอ หรือไปอยู่ในที่ที่มีฝุ่นควันและมลภาวะสูง ทำให้แบคทีเรีย (เช่น สแตฟิโลค็อกคัส – Staphylococcus ที่อยู่ตามผิวหนังปกติ) เข้าไปเจริญเติบโตในแผล จนเกิดภาวะติดเชื้อ บวม แดง ร้อน และเป็นหนองในที่สุด
2. ภาวะเนื้อตึงเกินขีดจำกัด (Excessive Tension / Pressure Ischemia) หลายคนมีความฝันอยากได้จมูกทรง “สายฝอ” หรือโด่งพุ่งแบบทะลุทะลวง โดยอาจจะลืมประเมิน “ความยืดหยุ่นของผิวหนัง” (Skin Elasticity) ของตัวเอง เมื่อฝืนใส่ซิลิโคนที่ใหญ่ โด่ง หรือมีปลายแหลมเกินกว่าที่เนื้อเยื่อจมูกจะรับไหว จะทำให้เกิด “แรงดัน” อย่างมหาศาลต่อผิวหนังบริเวณนั้น
เมื่อผิวหนังถูกดันจนตึงเปรี๊ยะ เส้นเลือดฝอยที่คอยลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารมาเลี้ยงผิวหนังบริเวณนั้นก็จะถูกกดทับจนเลือดไหลเวียนไม่ได้ (Ischemia) ผลที่ตามมาคือ ผิวหนังจะเริ่มบางลง เกิดการอักเสบ แดงจากการขาดเลือด และหากปล่อยทิ้งไว้ไม่รีบแก้ไข เนื้อเยื่อตรงนั้นจะตาย (Necrosis) และนำไปสู่ภาวะ “ซิลิโคนทะลุ” (Extrusion) ในที่สุดครับ ซึ่งนี่คือการอักเสบทางกายภาพ ไม่ใช่การแพ้แต่อย่างใด
3. การคั่งของเลือดและน้ำเหลือง (Hematoma / Seroma) หลังการผ่าตัด หากมีการกระทบกระเทือน หรือคนไข้พักผ่อนไม่เพียงพอ อาจทำให้มีเลือดหรือน้ำเหลืองไปคั่งค้างอยู่บริเวณโพรงที่ใส่ซิลิโคน (Pocket) ซึ่งเลือดและน้ำเหลืองเหล่านี้ เป็น “อาหารชั้นเลิศ” ของแบคทีเรียเลยครับ หากปล่อยให้คั่งอยู่นานๆ โดยไม่ถูกระบายออก ก็จะนำไปสู่การติดเชื้อและอักเสบตามมาได้อย่างรวดเร็ว
ในมุมมองของการทำการตลาดและการสื่อสารของคลินิกศัลยกรรม การเข้าใจเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากครับ ตาม พ.ร.บ. สถานพยาบาล กฎหมายควบคุมการโฆษณาอย่างเข้มงวด คลินิกจึง ไม่สามารถ ใช้คำโฆษณาในลักษณะที่ว่า:
“ใช้ซิลิโคนเกรดพรีเมียม การันตีไม่มีวันอักเสบ 100%” (เพราะการอักเสบเกิดจากการติดเชื้อและการดูแลตัวเอง ไม่ได้อยู่ที่ตัวซิลิโคนเพียงอย่างเดียว)
“รับประกันอาการแพ้ซิลิโคนตลอดชีวิต” (เป็นการสื่อสารที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดในสาระสำคัญ และโอ้อวดเกินจริง)
สิ่งที่คลินิกควรสื่อสารเพื่อความน่าเชื่อถือคือ: การให้ความรู้ (Educate) คนไข้ถึงความสำคัญของ “การประเมินเนื้อเยื่อก่อนทำอย่างตรงไปตรงมา” เพื่อไม่ให้ฝืนเนื้อจนเกินไป และการเน้นย้ำเรื่อง “การดูแลความสะอาดของแผลหลังทำอย่างเคร่งครัด” รวมถึงการนัดติดตามอาการ (Follow-up) อย่างใกล้ชิด เพื่อเฝ้าระวังความเสี่ยงต่างๆ ซึ่งการสื่อสารแบบนี้จะช่วยยกระดับคลินิกให้ดูเป็นมืออาชีพ มีความรู้ทางวิชาการ และเป็นไปตามกฎหมายครับ
จำไว้เสมอครับว่า “ซิลิโคนคือแพะรับบาป อาการแพ้แทบไม่มีอยู่จริง แต่การติดเชื้อและฝืนเนื้อคือเรื่องจริงที่ต้องระวัง!”
หากคุณเพิ่งเสริมจมูกมา หรือทำมานานแล้วแต่จู่ๆ มีอาการ บวมแดงผิดปกติ จับแล้วรู้สึกร้อน ปวดตุบๆ หรือมีน้ำเหลือง/เลือด ซึมออกมาจากแผล อย่าเพิ่งตกใจและตีโพยตีพายว่าตัวเองแพ้ซิลิโคน ให้รีบกลับไปพบแพทย์เจ้าของไข้โดยด่วนที่สุดครับ เพราะหากเป็นเพียงการติดเชื้อในระยะเริ่มต้น แพทย์สามารถให้ยาฆ่าเชื้อ (Antibiotics) หรือทำความสะอาดแผลเพื่อรักษาให้หายได้ทันท่วงที ก่อนที่ปัญหาจะบานปลายจนต้องถอดซิลิโคนพักจมูกครับ ความสวยที่ยั่งยืน ต้องมาคู่กับความปลอดภัยและความเข้าใจที่ถูกต้องเสมอครับ!
Review of nose correction with restructuring techniques by Dr. Peera Thianpaitoon
อ่านเพิ่มเติมReview of nose correction with restructuring techniques by Dr. Peera Thianpaitoon
อ่านเพิ่มเติมReview of nose correction with restructuring techniques by Dr. Peera Thianpaitoon
อ่านเพิ่มเติมReview of nose correction with restructuring techniques by Dr. Peera Thianpaitoon
อ่านเพิ่มเติม
Schedule an appointment for direct consultation and treatment with a PSC Clinic doctor.
นพ.พีระ
Rama 9 Hospital
Tuesday / Wednesday / Saturday: 13:00 – 18:00
PSC CLINIC
Thursday / Friday: 13:00 – 17:00
รศ.พญ.วรีพร
Thursday / Friday: 1.00 - 6.00 pm.
Closed every Sunday
คลินิกศัลยกรรมตกแต่ง PSC ให้บริการโดยแพทย์เฉพาะทาง และเครื่องมือที่มีมาตรฐาน ทันสมัย ด้วยประสบการณ์มากกว่า 18 ปี ในสายอาชีพศัลยกรรม ได้รับรางวัลและเป็นวิทยากรรับเชิญชั้นนำในระดับนานาชาติ ทั้งด้านบริการ Nose Surgery และ บริการเสริมหน้าอก Breast Surgery โดยคุณหมอพีระ เทียนไพฑูรย์ ศัลยแพทย์ตกแต่ง PSC Clinic | Plastic Surgery Skin & Laser