NEWS ติดตามข่าวล่าสุดของ PSC Clinic

เสริมจมูกมาแล้วอักเสบ ติดเชื้อ ดูยังไง? พร้อมวิธีรับมือและรักษาอย่างถูกต้อง

เสริมจมูกมาแล้วอักเสบ ติดเชื้อ ดูยังไง? พร้อมวิธีรับมือและรักษาอย่างถูกต้อง

เสริมจมูกมาแล้วอักเสบ ติดเชื้อ ดูยังไง? พร้อมวิธีรับมือและรักษาอย่างถูกต้อง

การตัดสินใจเสริมจมูกคือจุดเริ่มต้นของการสร้างความมั่นใจและปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพให้ดูดีขึ้น แต่การเดินทางสู่ผลลัพธ์ที่สวยงามนั้นไม่ได้จบลงแค่ในห้องผ่าตัด “ช่วงเวลาพักฟื้น” ถือเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดที่คนไข้จะต้องดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด เพราะความเสี่ยงหนึ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่ก็มีโอกาสพบได้คือ “ภาวะอักเสบและการติดเชื้อ”

เมื่อพูดถึงคำว่าติดเชื้อ หลายคนอาจรู้สึกตื่นตระหนกและกังวลใจเมื่อเห็นจมูกของตัวเองบวมแดงหลังผ่าตัด จนบางครั้งแยกไม่ออกว่านี่คืออาการบวมปกติหรือเป็นสัญญาณของการติดเชื้อกันแน่ บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจถึงความแตกต่างของอาการ ล้วงลึกถึงสาเหตุ สัญญาณเตือนที่ต้องระวัง และแนวทางการรับมืออย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์ เพื่อให้คุณก้าวผ่านช่วงเวลาพักฟื้นไปได้อย่างปลอดภัยที่สุด

แยกให้ออก! อาการบวมปกติ VS อาการอักเสบติดเชื้อ ต่างกันอย่างไร?

สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ เมื่อร่างกายผ่านการทำหัตถการหรือมีแผลเปิด ย่อมต้องเกิดกระบวนการอักเสบเพื่อซ่อมแซมเนื้อเยื่อตามธรรมชาติ (Inflammatory Phase) ซึ่งถือเป็น “อาการปกติ” * อาการบวมช้ำตามปกติ: ในช่วง 3-7 วันแรกหลังการเสริมจมูก ร่างกายจะมีอาการบวมมากที่สุด อาจมีรอยช้ำสีม่วงหรือเหลืองบริเวณใต้ตา และมีความรู้สึกตึงๆ ปวดระบมคล้ายเวลาเดินชนสิ่งของ แต่อาการเหล่านี้จะ “ค่อยๆ ดีขึ้นและยุบลง” เมื่อเวลาผ่านเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 และ 3

  • อาการอักเสบติดเชื้อ: ความผิดปกติจะเกิดขึ้นเมื่อผ่านไปแล้วหลายวัน แต่อาการบวมกลับ “ไม่ลดลง” หรือยุบไปแล้วแต่จู่ๆ กลับมา “บวมเป่งขึ้นมาใหม่” พร้อมกับความเจ็บปวดที่ทวีความรุนแรงขึ้น นี่คือความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดที่คุณสามารถสังเกตได้ด้วยตัวเอง

5 สัญญาณเตือน! อาการแบบไหนที่เข้าข่าย “ติดเชื้อ”

หากคุณกำลังอยู่ในช่วงพักฟื้น หรือแม้แต่เสริมจมูกมานานแล้วแต่เกิดอุบัติเหตุหรือมีการกระทบกระเทือน ให้ลองเช็กตัวเองดูว่ามี 5 สัญญาณเตือนเหล่านี้หรือไม่:

1. ปวดตุบๆ อย่างรุนแรงจนทนไม่ไหว

จากที่เคยปวดระบมตึงๆ ธรรมดา กลับกลายเป็นความรู้สึก “ปวดตุบๆ” ตามจังหวะการเต้นของหัวใจ รู้สึกร้อนผ่าวบริเวณจมูก และอาการปวดไม่ทุเลาลงแม้จะรับประทานยาแก้ปวดแล้วก็ตาม

2. บวมแดงผิดปกติ และลามไปบริเวณอื่น

จมูกมีลักษณะบวมเป่ง ผิวหนังตึงและมีสีแดงจัด หรือบางครั้งอาจเห็นเป็นสีม่วงคล้ำบริเวณปลายจมูก หากปล่อยไว้ รอยแดงและความบวมอาจลามไปยังบริเวณสันจมูก หัวตา หรือบริเวณแก้มทั้งสองข้าง

3. มีของเหลวสีขุ่น หรือหนองไหลซึม

แผลผ่าตัดที่ดีควรจะแห้งสนิทภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่หากพบว่ามีของเหลวสีเหลือง สีเขียว ขุ่นข้น หรือมีเลือดผสมหนอง ไหลซึมออกมาจากรอยแผลในรูจมูกอย่างต่อเนื่อง นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดของการติดเชื้อแบคทีเรีย

4. จมูกมีกลิ่นเหม็นคาว

การติดเชื้อบริเวณเนื้อเยื่อภายใน มักจะส่งผลให้เกิดของเสียและแบคทีเรียสะสม ทำให้คนไข้จะได้กลิ่นเหม็นคาว กลิ่นเน่า หรือกลิ่นผิดปกติโชยออกมาจากรูจมูกของตนเองตลอดเวลา

5. ร่างกายมีไข้สูง หนาวสั่น

เมื่อการติดเชื้อเริ่มรุนแรงขึ้นและเข้าสู่กระแสเลือด ร่างกายจะตอบสนองด้วยการสร้างความร้อนเพื่อกำจัดเชื้อโรค ทำให้คนไข้มีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว และมีอาการหนาวสั่นร่วมด้วย

สาเหตุหลักที่ทำให้จมูกอักเสบและติดเชื้อ

การติดเชื้อสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งจากปัจจัยภายในร่างกายและปัจจัยภายนอก โดยสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด ได้แก่:

  • การดูแลแผลไม่ถูกวิธี: การล้างแผลไม่สะอาด ปล่อยให้แผลโดนน้ำในช่วงแรก การแคะ แกะ เกา หรือใช้มือที่ไม่ได้ล้างทำความสะอาดไปสัมผัสบริเวณแผลในรูจมูก

  • พฤติกรรมเสี่ยง: การสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงพักฟื้น ทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายลดลง เส้นเลือดหดตัว และแผลสมานช้าลงจนเปิดโอกาสให้เชื้อโรคเข้าสู่บาดแผล

  • การทานอาหารแสลง: อาหารหมักดอง อาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ หรืออาหารทะเลที่ไม่สดสะอาด อาจมีเชื้อแบคทีเรียปะปนมา ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการอักเสบได้ง่าย

  • สภาพร่างกายของคนไข้: ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน โรคภูมิแพ้ที่ควบคุมไม่ได้ หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ จะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อสูงกว่าคนทั่วไป

วิธีรับมือและรักษาอย่างถูกต้องเมื่อเกิดการอักเสบ

เมื่อสังเกตพบสัญญาณเตือนว่าจมูกอาจเกิดการอักเสบติดเชื้อ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ “ตั้งสติ และห้ามรักษาด้วยตัวเองเด็ดขาด” ห้ามบีบ ห้ามเค้นหนอง หรือไปหาซื้อยาแก้อักเสบมารับประทานเอง เพราะอาจทำให้เชื้อดื้อยาและสถานการณ์แย่ลงได้ สิ่งที่ควรทำมีดังนี้:

รีบติดต่อและเข้าพบแพทย์ทันที

เมื่อพบแพทย์ แพทย์จะทำการประเมินความรุนแรงของการติดเชื้อเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุด:

  • ระดับเริ่มต้น (อักเสบเล็กน้อย ไม่มีหนอง): หากเป็นการอักเสบในระยะแรก แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) แบบรับประทานหรือแบบฉีด ร่วมกับการทำความสะอาดแผลอย่างล้ำลึก และนัดติดตามอาการอย่างใกล้ชิด หากร่างกายตอบสนองต่อยาได้ดี อาการอักเสบก็จะค่อยๆ ทุเลาลง

  • ระดับรุนแรง (มีหนอง เนื้อเยื่อเริ่มเสียหาย): หากการติดเชื้อลุกลามจนมีหนอง หรือเสี่ยงต่อการทะลุ แนวทางการรักษาที่ปลอดภัยที่สุดคือ “การผ่าตัดถอดซิลิโคนออก” เพื่อล้างทำความสะอาดโพรงจมูก เอาเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อออกให้หมด และให้เนื้อเยื่อได้พักฟื้นอย่างเต็มที่

การถอดพักจมูก ไม่ใช่จุดจบ แต่คือการเริ่มต้นใหม่

หลายคนกลัวการถอดวัสดุเสริมออก เพราะไม่อยากกลับไปมีจมูกแบน หรือกลัวจมูกผิดรูป แต่ในทางการแพทย์ การปล่อยวัสดุแปลกปลอมไว้ในขณะที่เนื้อเยื่อกำลังติดเชื้อ จะยิ่งทำให้เนื้อเยื่อถูกทำลายจนยากต่อการฟื้นฟู การถอดพักจมูกอย่างน้อย 3-6 เดือน จึงเป็นวิธีที่ “ปลอดภัยที่สุด” เพื่อให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองจนแข็งแรงเต็มที่ หลังจากนั้น แพทย์จึงจะสามารถวางแผนการแก้ไขโครงสร้าง หรือพิจารณาใช้วัสดุจากร่างกายตนเอง (เช่น กระดูกอ่อนซี่โครง) ในการเสริมใหม่ได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืนกว่าเดิม

การเสริมจมูกคือการลงทุนเพื่อความมั่นใจ แต่ “ความปลอดภัย” ต้องมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ การเรียนรู้วิธีสังเกตความผิดปกติและการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี จะช่วยให้คุณห่างไกลจากความเสี่ยงในการติดเชื้อ

 

หากคุณมีข้อสงสัยหรือมีความกังวลใจเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้นระหว่างการพักฟื้น อย่าลังเลที่จะสอบถามสถานพยาบาลและแพทย์ผู้ดูแล เพราะการแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ คือทางออกที่ดีที่สุดที่จะปกป้องจมูกของคุณให้สวยงามและปลอดภัยไปอีกยาวนาน

ข้อมูลเสริมหน้าอกที่คุณอาจสนใจ

Physician Schedule

Schedule an appointment for direct consultation and treatment with a PSC Clinic doctor.

นพ.พีระ
Rama 9 Hospital Tuesday / Wednesday / Saturday: 13:00 – 18:00
PSC CLINIC Thursday / Friday: 13:00 – 17:00

รศ.พญ.วรีพร
Thursday / Friday: 1.00 - 6.00 pm.

Closed every Sunday