Review of nose correction with restructuring techniques by Dr. Peera Thianpaitoon
อ่านเพิ่มเติม
การตัดสินใจเสริมจมูกคือจุดเริ่มต้นของการสร้างความมั่นใจและปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพให้ดูดีขึ้น แต่การเดินทางสู่ผลลัพธ์ที่สวยงามนั้นไม่ได้จบลงแค่ในห้องผ่าตัด “ช่วงเวลาพักฟื้น” ถือเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดที่คนไข้จะต้องดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด เพราะความเสี่ยงหนึ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่ก็มีโอกาสพบได้คือ “ภาวะอักเสบและการติดเชื้อ”
เมื่อพูดถึงคำว่าติดเชื้อ หลายคนอาจรู้สึกตื่นตระหนกและกังวลใจเมื่อเห็นจมูกของตัวเองบวมแดงหลังผ่าตัด จนบางครั้งแยกไม่ออกว่านี่คืออาการบวมปกติหรือเป็นสัญญาณของการติดเชื้อกันแน่ บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจถึงความแตกต่างของอาการ ล้วงลึกถึงสาเหตุ สัญญาณเตือนที่ต้องระวัง และแนวทางการรับมืออย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์ เพื่อให้คุณก้าวผ่านช่วงเวลาพักฟื้นไปได้อย่างปลอดภัยที่สุด
สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ เมื่อร่างกายผ่านการทำหัตถการหรือมีแผลเปิด ย่อมต้องเกิดกระบวนการอักเสบเพื่อซ่อมแซมเนื้อเยื่อตามธรรมชาติ (Inflammatory Phase) ซึ่งถือเป็น “อาการปกติ” * อาการบวมช้ำตามปกติ: ในช่วง 3-7 วันแรกหลังการเสริมจมูก ร่างกายจะมีอาการบวมมากที่สุด อาจมีรอยช้ำสีม่วงหรือเหลืองบริเวณใต้ตา และมีความรู้สึกตึงๆ ปวดระบมคล้ายเวลาเดินชนสิ่งของ แต่อาการเหล่านี้จะ “ค่อยๆ ดีขึ้นและยุบลง” เมื่อเวลาผ่านเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 และ 3
อาการอักเสบติดเชื้อ: ความผิดปกติจะเกิดขึ้นเมื่อผ่านไปแล้วหลายวัน แต่อาการบวมกลับ “ไม่ลดลง” หรือยุบไปแล้วแต่จู่ๆ กลับมา “บวมเป่งขึ้นมาใหม่” พร้อมกับความเจ็บปวดที่ทวีความรุนแรงขึ้น นี่คือความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดที่คุณสามารถสังเกตได้ด้วยตัวเอง
หากคุณกำลังอยู่ในช่วงพักฟื้น หรือแม้แต่เสริมจมูกมานานแล้วแต่เกิดอุบัติเหตุหรือมีการกระทบกระเทือน ให้ลองเช็กตัวเองดูว่ามี 5 สัญญาณเตือนเหล่านี้หรือไม่:
จากที่เคยปวดระบมตึงๆ ธรรมดา กลับกลายเป็นความรู้สึก “ปวดตุบๆ” ตามจังหวะการเต้นของหัวใจ รู้สึกร้อนผ่าวบริเวณจมูก และอาการปวดไม่ทุเลาลงแม้จะรับประทานยาแก้ปวดแล้วก็ตาม
จมูกมีลักษณะบวมเป่ง ผิวหนังตึงและมีสีแดงจัด หรือบางครั้งอาจเห็นเป็นสีม่วงคล้ำบริเวณปลายจมูก หากปล่อยไว้ รอยแดงและความบวมอาจลามไปยังบริเวณสันจมูก หัวตา หรือบริเวณแก้มทั้งสองข้าง
แผลผ่าตัดที่ดีควรจะแห้งสนิทภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่หากพบว่ามีของเหลวสีเหลือง สีเขียว ขุ่นข้น หรือมีเลือดผสมหนอง ไหลซึมออกมาจากรอยแผลในรูจมูกอย่างต่อเนื่อง นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดของการติดเชื้อแบคทีเรีย
การติดเชื้อบริเวณเนื้อเยื่อภายใน มักจะส่งผลให้เกิดของเสียและแบคทีเรียสะสม ทำให้คนไข้จะได้กลิ่นเหม็นคาว กลิ่นเน่า หรือกลิ่นผิดปกติโชยออกมาจากรูจมูกของตนเองตลอดเวลา
เมื่อการติดเชื้อเริ่มรุนแรงขึ้นและเข้าสู่กระแสเลือด ร่างกายจะตอบสนองด้วยการสร้างความร้อนเพื่อกำจัดเชื้อโรค ทำให้คนไข้มีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว และมีอาการหนาวสั่นร่วมด้วย
การติดเชื้อสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งจากปัจจัยภายในร่างกายและปัจจัยภายนอก โดยสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด ได้แก่:
การดูแลแผลไม่ถูกวิธี: การล้างแผลไม่สะอาด ปล่อยให้แผลโดนน้ำในช่วงแรก การแคะ แกะ เกา หรือใช้มือที่ไม่ได้ล้างทำความสะอาดไปสัมผัสบริเวณแผลในรูจมูก
พฤติกรรมเสี่ยง: การสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงพักฟื้น ทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายลดลง เส้นเลือดหดตัว และแผลสมานช้าลงจนเปิดโอกาสให้เชื้อโรคเข้าสู่บาดแผล
การทานอาหารแสลง: อาหารหมักดอง อาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ หรืออาหารทะเลที่ไม่สดสะอาด อาจมีเชื้อแบคทีเรียปะปนมา ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการอักเสบได้ง่าย
สภาพร่างกายของคนไข้: ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน โรคภูมิแพ้ที่ควบคุมไม่ได้ หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ จะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อสูงกว่าคนทั่วไป
เมื่อสังเกตพบสัญญาณเตือนว่าจมูกอาจเกิดการอักเสบติดเชื้อ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ “ตั้งสติ และห้ามรักษาด้วยตัวเองเด็ดขาด” ห้ามบีบ ห้ามเค้นหนอง หรือไปหาซื้อยาแก้อักเสบมารับประทานเอง เพราะอาจทำให้เชื้อดื้อยาและสถานการณ์แย่ลงได้ สิ่งที่ควรทำมีดังนี้:
เมื่อพบแพทย์ แพทย์จะทำการประเมินความรุนแรงของการติดเชื้อเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุด:
ระดับเริ่มต้น (อักเสบเล็กน้อย ไม่มีหนอง): หากเป็นการอักเสบในระยะแรก แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) แบบรับประทานหรือแบบฉีด ร่วมกับการทำความสะอาดแผลอย่างล้ำลึก และนัดติดตามอาการอย่างใกล้ชิด หากร่างกายตอบสนองต่อยาได้ดี อาการอักเสบก็จะค่อยๆ ทุเลาลง
ระดับรุนแรง (มีหนอง เนื้อเยื่อเริ่มเสียหาย): หากการติดเชื้อลุกลามจนมีหนอง หรือเสี่ยงต่อการทะลุ แนวทางการรักษาที่ปลอดภัยที่สุดคือ “การผ่าตัดถอดซิลิโคนออก” เพื่อล้างทำความสะอาดโพรงจมูก เอาเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อออกให้หมด และให้เนื้อเยื่อได้พักฟื้นอย่างเต็มที่
หลายคนกลัวการถอดวัสดุเสริมออก เพราะไม่อยากกลับไปมีจมูกแบน หรือกลัวจมูกผิดรูป แต่ในทางการแพทย์ การปล่อยวัสดุแปลกปลอมไว้ในขณะที่เนื้อเยื่อกำลังติดเชื้อ จะยิ่งทำให้เนื้อเยื่อถูกทำลายจนยากต่อการฟื้นฟู การถอดพักจมูกอย่างน้อย 3-6 เดือน จึงเป็นวิธีที่ “ปลอดภัยที่สุด” เพื่อให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองจนแข็งแรงเต็มที่ หลังจากนั้น แพทย์จึงจะสามารถวางแผนการแก้ไขโครงสร้าง หรือพิจารณาใช้วัสดุจากร่างกายตนเอง (เช่น กระดูกอ่อนซี่โครง) ในการเสริมใหม่ได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืนกว่าเดิม
การเสริมจมูกคือการลงทุนเพื่อความมั่นใจ แต่ “ความปลอดภัย” ต้องมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ การเรียนรู้วิธีสังเกตความผิดปกติและการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี จะช่วยให้คุณห่างไกลจากความเสี่ยงในการติดเชื้อ
หากคุณมีข้อสงสัยหรือมีความกังวลใจเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้นระหว่างการพักฟื้น อย่าลังเลที่จะสอบถามสถานพยาบาลและแพทย์ผู้ดูแล เพราะการแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ คือทางออกที่ดีที่สุดที่จะปกป้องจมูกของคุณให้สวยงามและปลอดภัยไปอีกยาวนาน
Review of nose correction with restructuring techniques by Dr. Peera Thianpaitoon
อ่านเพิ่มเติมReview of nose correction with restructuring techniques by Dr. Peera Thianpaitoon
อ่านเพิ่มเติมReview of nose correction with restructuring techniques by Dr. Peera Thianpaitoon
อ่านเพิ่มเติมReview of nose correction with restructuring techniques by Dr. Peera Thianpaitoon
อ่านเพิ่มเติม
Schedule an appointment for direct consultation and treatment with a PSC Clinic doctor.
นพ.พีระ
Rama 9 Hospital
Tuesday / Wednesday / Saturday: 13:00 – 18:00
PSC CLINIC
Thursday / Friday: 13:00 – 17:00
รศ.พญ.วรีพร
Thursday / Friday: 1.00 - 6.00 pm.
Closed every Sunday
คลินิกศัลยกรรมตกแต่ง PSC ให้บริการโดยแพทย์เฉพาะทาง และเครื่องมือที่มีมาตรฐาน ทันสมัย ด้วยประสบการณ์มากกว่า 18 ปี ในสายอาชีพศัลยกรรม ได้รับรางวัลและเป็นวิทยากรรับเชิญชั้นนำในระดับนานาชาติ ทั้งด้านบริการ Nose Surgery และ บริการเสริมหน้าอก Breast Surgery โดยคุณหมอพีระ เทียนไพฑูรย์ ศัลยแพทย์ตกแต่ง PSC Clinic | Plastic Surgery Skin & Laser