Review of nose correction with restructuring techniques by Dr. Peera Thianpaitoon
อ่านเพิ่มเติม
การตัดสินใจเข้ารับการศัลยกรรมเสริมหน้าอก ถือเป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มความมั่นใจและปรับสรีระให้มีความพอเหมาะและสมส่วนมากยิ่งขึ้น แต่สำหรับผู้หญิงหลายท่านที่มีการวางแผนสร้างครอบครัวในอนาคต คำถามสำคัญที่มักจะเกิดขึ้นและสร้างความกังวลใจอยู่เสมอคือ “หากเสริมหน้าอกไปแล้ว ในอนาคตจะยังสามารถให้นมบุตรได้ตามปกติหรือไม่?” และ “ซิลิโคนจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพของน้ำนมหรือเป็นอันตรายต่อทารกหรือไม่?”
บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลทางการแพทย์และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสริมหน้าอกและการให้นมบุตร เพื่อคลายทุกข้อสงสัยและเป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมสำหรับคุณแม่ในอนาคตอย่างครบถ้วนสมบูรณ์
ข้อเท็จจริงทางการแพทย์ที่สำคัญที่สุดคือ โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้ที่ผ่านการศัลยกรรมเสริมหน้าอกสามารถให้นมบุตรได้ตามปกติ สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นต้องอธิบายด้วยหลักกายวิภาคศาสตร์ของเต้านม
โครงสร้างเต้านมของผู้หญิงประกอบไปด้วยต่อมน้ำนม ท่อน้ำนม ไขมัน และเส้นประสาท การผลิตน้ำนมจะเกิดขึ้นที่ต่อมน้ำนมและลำเลียงผ่านท่อน้ำนมมาสู่หัวนม การศัลยกรรมเสริมหน้าอกด้วยเทคนิคที่ได้มาตรฐานในปัจจุบัน แพทย์จะทำการจัดวางถุงซิลิโคนไว้ในตำแหน่งที่อยู่ “ด้านหลัง” ของต่อมน้ำนม หรือซ่อนไว้ใต้กล้ามเนื้อหน้าอก (Pectoralis major) ซึ่งถือเป็นการแยกส่วนกันอย่างชัดเจน
ดังนั้น หากการผ่าตัดไม่ได้ไปรบกวน ตัดผ่าน หรือสร้างความเสียหายต่อต่อมน้ำนม ท่อน้ำนม หรือเส้นประสาทที่รับความรู้สึกบริเวณหัวนม กระบวนการผลิตและหลั่งน้ำนมตามกลไกของฮอร์โมนในร่างกายก็จะยังคงทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
การเลือกตำแหน่งของแผลผ่าตัดและตำแหน่งการวางซิลิโคน คือตัวแปรสำคัญที่สุดที่จะตอบได้ว่าการให้นมบุตรในอนาคตจะมีปัญหาหรือไม่ โดยสามารถแบ่งเทคนิคการผ่าตัดออกเป็นกลุ่มที่แนะนำและกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง ดังนี้
การวางซิลิโคนใต้กล้ามเนื้อ (Dual Plane): เทคนิคนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าให้ผลลัพธ์ที่พอเหมาะและปลอดภัยต่อการให้นมบุตร ซิลิโคนจะถูกจัดวางโดยส่วนบนอยู่ใต้กล้ามเนื้อหน้าอก และส่วนล่างอยู่ใต้ต่อมน้ำนม วิธีนี้ช่วยลดโอกาสที่ซิลิโคนจะกดทับเนื้อเยื่อเต้านมและท่อน้ำนมได้อย่างมีนัยสำคัญ
การผ่าตัดผ่านทางรักแร้ (Transaxillary): เป็นเทคนิคที่แผลผ่าตัดซ่อนอยู่บริเวณรอยพับของรักแร้ แพทย์จะทำการสร้างช่องว่างผ่านใต้ผิวหนังเพื่อนำซิลิโคนเข้าไปวางในตำแหน่งที่ต้องการ ข้อดีสูงสุดของเทคนิคนี้คือ เครื่องมือแพทย์และซิลิโคนจะไม่ได้สัมผัสหรือตัดผ่านเนื้อเยื่อเต้านมเลย จึงรับประกันได้ว่าท่อน้ำนมและต่อมน้ำนมจะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์
การผ่าตัดผ่านทางใต้รอยพับเต้านม (Inframammary): เป็นตำแหน่งแผลผ่าตัดที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน เนื่องจากแพทย์สามารถมองเห็นโครงสร้างภายในได้อย่างชัดเจน แผลจะถูกซ่อนไว้ใต้รอยพับทรวงอก การใส่ซิลิโคนผ่านช่องทางนี้สามารถทำได้โดยตรงและหลีกเลี่ยงการตัดผ่านเนื้อเยื่อเต้านมที่สำคัญ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายของท่อน้ำนมได้อย่างดีเยี่ยม
การผ่าตัดผ่านรอบปานนม (Periareolar): เทคนิคนี้แพทย์จะต้องกรีดเปิดแผลบริเวณรอยต่อของปานนม ซึ่งหมายความว่ามีความจำเป็นต้องตัดผ่านเนื้อเยื่อเต้านมและท่อน้ำนมบางส่วนเพื่อสร้างช่องทางในการใส่ซิลิโคน นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะกระทบกระเทือนต่อเส้นประสาทที่ทำหน้าที่รับความรู้สึกบริเวณหัวนม หากเส้นประสาทนี้ได้รับความเสียหาย อาจส่งผลให้กลไกการกระตุ้นน้ำนม (Let-down reflex) เมื่อทารกดูดนมทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้มีปัญหาน้ำนมไม่ไหล หรือไหลน้อยกว่าปกติ
เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เรามาเจาะลึกคำถามที่พบได้บ่อยที่สุดจากผู้ที่เข้ารับการเสริมหน้าอก
คำตอบ: โดยทั่วไปแล้ว ปริมาณการผลิตน้ำนมจะไม่ได้ลดน้อยลงจากการมีซิลิโคนอยู่ในร่างกาย ปริมาณน้ำนมขึ้นอยู่กับระดับฮอร์โมนโปรแลคติน (Prolactin) ความถี่ในการให้ทารกดูดกระตุ้น และโภชนาการของคุณแม่เป็นหลัก ตราบใดที่เทคนิคการผ่าตัดไม่ได้ทำลายท่อน้ำนมและต่อมน้ำนม การผลิตและระบายน้ำนมก็จะยังคงดำเนินไปตามปกติ อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีที่เกิดพังผืดรัดซิลิโคนอย่างรุนแรง อาจทำให้เกิดแรงดันภายในเต้านม ซึ่งอาจส่งผลทางอ้อมต่อความรู้สึกคัดตึงเต้านมได้
คำตอบ: ถือเป็นความกังวลในระดับต้นๆ แต่ในทางการแพทย์นั้น โอกาสที่ซิลิโคนจะรั่วซึมเข้าสู่น้ำนมเป็นไปได้ยากมาก ซิลิโคนที่ใช้ในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นชนิดเจลที่มีความหนาแน่นสูง (Cohesive Gel) ซึ่งมีการเกาะตัวกันอย่างเหนียวแน่น แม้เปลือกหุ้มจะเกิดการฉีกขาด เจลด้านในก็จะไม่ไหลย้อยกระจายออกไป นอกจากนี้ โมเลกุลของซิลิโคนมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะสามารถซึมผ่านเข้าสู่ท่อน้ำนมได้ อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่สังเกตเห็นความผิดปกติของรูปทรงหน้าอก หรือมีอาการเจ็บปวด ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อทำการอัลตราซาวนด์หรือ MRI ตรวจสอบสภาพซิลิโคนทันที
คำตอบ: คำแนะนำทางการแพทย์โดยทั่วไปคือ ควรเว้นระยะอย่างน้อย 6 เดือน ถึง 1 ปี หลังจากการผ่าตัดเสริมหน้าอก เหตุผลสำคัญคือร่างกายจำเป็นต้องใช้เวลาในการพักฟื้น สมานแผล และสร้างพังผืดบางๆ มาห่อหุ้มซิลิโคนให้เข้าที่อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ ในช่วงตั้งครรภ์ เต้านมของคุณแม่จะมีการขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็วจากอิทธิพลของฮอร์โมน หากตั้งครรภ์เร็วเกินไปในขณะที่เนื้อเยื่อหน้าอกยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ อาจทำให้เกิดรอยแตกลายที่รุนแรง หรือส่งผลให้รูปทรงหน้าอกผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็นได้
คำตอบ: คุณแม่ที่เสริมหน้าอกสามารถให้นมบุตรได้ยาวนานตามความต้องการและตามที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำ คือให้นมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก และให้ควบคู่กับอาหารตามวัยไปจนถึงอายุ 2 ปีหรือนานกว่านั้น ซิลิโคนไม่ได้เป็นข้อจำกัดในเรื่องของระยะเวลาการให้นม ระยะเวลาดังกล่าวขึ้นอยู่กับความพร้อมของร่างกาย ปริมาณน้ำนม และความต้องการของคุณแม่และทารกเป็นสำคัญ
เมื่อเข้าสู่ช่วงตั้งครรภ์และให้นมบุตร การดูแลเต้านมที่ได้รับการศัลยกรรมมาต้องการความใส่ใจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพื่อรักษาสุขภาพและรูปทรงให้ยังคงความสวยงาม
การเลือกชุดชั้นในที่เหมาะสม: ในช่วงที่เต้านมขยายตัวเพื่อเตรียมผลิตน้ำนม ควรเปลี่ยนมาใช้ชุดชั้นในสำหรับคนท้องหรือชุดชั้นในให้นมบุตรที่ไม่มีโครงเหล็ก เพื่อป้องกันการกดทับท่อน้ำนม ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะท่อน้ำนมอุดตันหรือเต้านมอักเสบ (Mastitis) ได้ เลือกขนาดที่โอบอุ้มเต้านมได้พอดี กระชับแต่ไม่รัดแน่นจนเกินไป
โภชนาการและการพักผ่อน: การผลิตน้ำนมต้องใช้พลังงานสูง คุณแม่ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่ เน้นอาหารที่ช่วยบำรุงน้ำนม เช่น หัวปลี ขิง ใบกะเพรา และที่สำคัญที่สุดคือการดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 2-3 ลิตร พร้อมทั้งหาเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองและผลิตน้ำนมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การนวดเต้านมอย่างถูกวิธี: การประคบอุ่นและนวดเต้านมเบาๆ ก่อนการให้นม จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและทำให้น้ำนมไหลออกได้ดีขึ้น แต่ควรหลีกเลี่ยงการบีบเค้นเต้านมอย่างรุนแรง เพื่อป้องกันการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อที่อยู่รอบๆ ซิลิโคน
หมั่นสังเกตความผิดปกติ: ในช่วงให้นมบุตร เต้านมอาจมีการคัดตึงหรือมีก้อนแข็งบ้างซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่หากมีอาการปวดบวมแดงอย่างรุนแรง มีไข้สูง หรือคลำพบก้อนที่ขนาดใหญ่ขึ้นและไม่หายไปหลังจากการให้นมหรือปั๊มนม ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยแยกโรคระหว่างภาวะเต้านมอักเสบกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับถุงซิลิโคน
การทำศัลยกรรมเสริมหน้าอกไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่มารดาแต่อย่างใด ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์และเทคนิคการผ่าตัดที่ทันสมัย ทำให้ผู้หญิงยุคใหม่สามารถมีความมั่นใจในรูปร่างที่มีสัดส่วนพอเหมาะ ควบคู่ไปกับการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกน้อยผ่านน้ำนมแม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ สิ่งสำคัญคือการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมากับศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่ขั้นตอนการปรึกษา เพื่อให้แพทย์วางแผนการรักษาและเลือกเทคนิคที่เหมาะสมที่สุด เพื่อสงวนการทำงานของเต้านมไว้สำหรับการให้นมบุตรในอนาคตได้อย่างปลอดภัยไร้กังวล
Review of nose correction with restructuring techniques by Dr. Peera Thianpaitoon
อ่านเพิ่มเติมReview of nose correction with restructuring techniques by Dr. Peera Thianpaitoon
อ่านเพิ่มเติมReview of nose correction with restructuring techniques by Dr. Peera Thianpaitoon
อ่านเพิ่มเติมReview of nose correction with restructuring techniques by Dr. Peera Thianpaitoon
อ่านเพิ่มเติม
Schedule an appointment for direct consultation and treatment with a PSC Clinic doctor.
นพ.พีระ
Rama 9 Hospital
Tuesday / Wednesday / Saturday: 13:00 – 18:00
PSC CLINIC
Thursday / Friday: 13:00 – 17:00
รศ.พญ.วรีพร
Thursday / Friday: 1.00 - 6.00 pm.
Closed every Sunday
คลินิกศัลยกรรมตกแต่ง PSC ให้บริการโดยแพทย์เฉพาะทาง และเครื่องมือที่มีมาตรฐาน ทันสมัย ด้วยประสบการณ์มากกว่า 18 ปี ในสายอาชีพศัลยกรรม ได้รับรางวัลและเป็นวิทยากรรับเชิญชั้นนำในระดับนานาชาติ ทั้งด้านบริการ Nose Surgery และ บริการเสริมหน้าอก Breast Surgery โดยคุณหมอพีระ เทียนไพฑูรย์ ศัลยแพทย์ตกแต่ง PSC Clinic | Plastic Surgery Skin & Laser