TH | EN

Review เบื้องหลังการบุกเบิกเทคนิคการเสริมจมูกด้วยกระดูกอ่อน (PSC technique) การผ่าตัดการเสริมจมูกด้วยกระดูกอ่อน มาตรฐานสูงสุดของความงามและความปลอดภัยในการเสริมจมูกยุคปัจจุบัน By Dr.Peera

Back

 Tip   cartilage Modification   ( PSC technique )  :  New era of  nose  augmentation  by Dr.Peera  . 

( การเสริมจมูกโดยการสร้างปลายกระดูกอ่อน   ด้วย  PSC  เทคนิค -ที่มา  จากอดีต ถึงปัจจุบัน   )

  

             ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน  สิ่งหนึ่งที่สร้างปัญหาในวงการศัลยกรรมตกแต่งไทย มาโดยตลอดคือ  การเสริมจมูกด้วย

ซิลิโคนจรดปลายจมูก  ซึ่งในระยะยาวหลายปีผ่านไป เนื้อเยื่อที่ปลายจมูกมักจะบางลง  และ  ร่วมกับการเห็นซิลิโคน

เป็นสันแท่ง ไม่ธรรมชาติเมื่อเนื้อบางลง   ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้เลยว่าเคสไหนจะเกิดการทะลุหรือรุนแรงมากน้อย

แค่ไหน    ทั้งนี้เพราะเอฟเฟค ของการที่ซิลิโคนซึ่งเป็นสิ่งแปลกปลอม สัมผัสและดันไปที่ผิวหนังปลายจมูกโดยตรง   

เมื่อเกิดปัญหาแล้วคนไข้ก็จะมีปัญหานี้ไปจนตลอดชีวิต  แก้จมูกนับจำนวนครั้งไม่ถ้วน และหลายรายในที่สุด

ไม่สามารถแก้ไขให้กลับคงเดิมได้  และจำต้องยอมรับการเสียโฉมในที่สุด  และตามที่มีคนไข้มาปรึกษา  พบว่าเกิดได้

ในทุกคนไม่จำกัดว่าจมูกนั้นจะเสริมด้วยซิลิโคนนิ่มแค่ไหน ทำมาราคาถูกหรือแพงแค่ไหน หลักพันหรือหลักหลายแสนก็ตาม 

           ทำไมจึงชอบเกิดปัญหาที่ปลายจมูก ?  นั่นก็เพราะส่วนปลายจมูกเป็นส่วนที่มีแรงตึงที่ผิวหนังสูง 

มีการเคลื่อนไหวเสียดสีจากการใช้งาน    ( Friction    and  shearing  force   )   จึงทำให้ศัลยแพทย์ที่มุ่งเน้นในการ

สร้างงานคุณภาพที่ปลอดภัยและคงทนถาวร  ต้องขบคิดหาวิธีที่ดียิ่งขึ้นในการผ่าตัดเสริมจมูกแบบใหม่  

          หลายปีมาแล้วที่หมอได้มีประสบการณ์พบเห็น  และได้พูดคุยกับศัลยแพทย์ชื่อดังด้านผ่าตัดจมูกในต่างประเทศ  

และได้ค้นพบว่า  การสร้างงานที่ปลอดภัยและสวยงามนั้นสามารถทำได้   หากแต่ต้องใช้ความพยายามของศัลยแพทย์

อย่างมาก  เพราะเป็นวิธีที่ยุ่งยากซับซ้อนมาก ต้องทำงานอย่างปราณีต  กินเวลาผ่าตัดนานกว่าปกติเกือบ 5 เท่า

จะไม่สามารถทำงานที่รวดเร็วได้เหมือนก่อนที่เสริมจมูกด้วยซิลิโคนทั้งแท่ง   เป็นการผ่าตัดปรับแต่งและเรียงกระดูกอ่อน

ที่ละชิ้น และร่วมกับเสริมกระดูกอ่อนจากส่วนอื่น เช่น จากหลังใบหู และแผงกั้นกลางจมูก 

ไม่มีการใช้ซิลิโคนที่ส่วนปลายจมูกเลย   จึงเรียกได้ว่าเป็นปลายจมูกธรรมชาติ 100  % 

             หมอคิดอยู่นานว่าจะเริ่มดีหรือไม่  แต่ในที่สุดเมื่อมองระยะยาวถึงผลลัพธ์   จึงตัดสินใจประกาศยกเลิกการใช้

ซิลิโคนทำปลายจมูก     ผลก็คือ จำนวนคนไข้ลดลงเป็นอย่างมากหลายเท่าตัว

คนไข้คนแรก ที่ใช้เทคนิคนี้ เป็นคนรู้จักของญาติคุณหมอ   หมอต้องอธิบายอยู่ถึง 1 ชั่วโมงเต็มๆ  ว่าเหตุใด

จึงต้องผ่าตัดด้วยวิธีการเช่นนี้ เรียกว่าวันนั้น คนไข้ท่านอื่นที่รอตรวจบ่นกันอุบทีเดียว  แต่ก็ต้องขอบคุณว่าถ้าไม่มีเคสนั้น

ย่อมไม่มีวันนี้ที่การทำจมูกโดยการใช้กระดูกอ่อนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในเมืองไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

ครั้งที่หมอให้สัมภาษณ์หนังสือ cosmetic magazine  เมื่อหลายปีก่อนนั้น หมอก็ได้ทำนายไว้แล้วว่า ในที่สุดวงการ

เสริมจมูกเมืองไทยจะต้องก้าวมาสู่จุดนี้แน่นอนภายใน 5 - 10 ปี

             ในช่วงเริ่มแรก  ขณะนั้นในเมืองไทย  หากพูดถึงการทำเช่นนี้  ศัลยแพทย์ตกแต่งท่านอื่นๆหลายท่านกล่าวว่า

แปลกประหลาด  หาว่าหมอเพี้ยนไปบ้าง  บ้างก็ว่าโครงสร้างคนไทยไม่เหมือนเกาหลีนะ เป็นต้น  อันนี้เป็นประสบการณ์

ตรงที่คนไข้มาเล่าให้ฟัง  ว่าไปปรึกษาศัลยแพทย์ต่างๆบางท่าน   แล้ววิจารณ์มาแบบนี้     แต่หมอเข้าใจดีว่า 

การจะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงอะไรที่หมออื่นและคนไข้จำนวนมากเชื่ออยู๋เดิม 

การจะเลี้ยวกลับแรงเสียดทานย่อมสูงเสมอ  เหมือนตอนที่หมอเริ่มทำซิลิโคนเสริมหน้าอกทรงหยดน้ำในเมืองไทยก็เช่นกัน   

           หมอเชื่อมั่นลึกๆว่า  ในที่สุดผู้คนจะเข้าใจ  สิ่งที่หมอพยายามทำอยู่  ว่าทำไปเพื่ออะไรและคุ้มค่าเช่นไร 

หากดูเริ่มต้นอาจจะคิดว่าค่าใช้จ่ายสูงแต่คิดระยะยาวเป็นสิบๆปีจะพบว่าคุ้มมาก   และงานแบบนี้  คืองานศิลป์  

งานประติมากรรมซึ่งจะเร่งรีบไม่ได้เลย   ต้องทำด้วยใจ  เราก็อดทนเริ่มนับหนึ่งมาเรื่อย  และ ด้วยความที่ยังไม่มีคน

รู้จักเทคนิคนี้  อธิบายไปร้อยคนแต่จะมีคนทำผ่าตัดคนเดียว   เริ่มพัฒนาจากเทคนิคพื้นฐาน  เก็บเกี่ยวประสบการณ์

จนมาถึงยุคปัจจุบัน  ที่เรียกได้ว่ามีความซับซ้อนของเทคนิคมากกว่าสมัยแรกมาก  และเป็นเทคนิคเฉพาะของ PSC ก็ว่าได้  

ที่คลีนิกหมอในปัจจุบัน การแก้ไขกระดูกอ่อนถือเป็นสิ่งที่จำเป็นหากต้องปรับแต่งรูปทรงปลาย หรือทำให้โด่งขึ้น  

เว้นกรณีเดียวคือ  การที่ปลายจมูกของคนไข้สมบูรณ์แบบมาอยู่แล้ว  หรือคนไข้ไม่ต้องการปรับแต่งปลายจมูก     

               ประโยชน์ของการใช้เนื้อเยื่อจริง 100  %  คือ  ผิวหนังที่ปลายจมูกจะสามารถปรับยืดตามที่ต้องการได้โดย

ไม่มีความเสียหายระยะยาว  ทำให้ผลลัพธ์นี้คงทน  ใช้ได้ดีทั้งเคสใหม่และเคสแก้ไข   ซึ่งแม้แต่เคสที่ผิวหนังบางมาก

จนเกือบทะลุ มีอาการแดงรุนแรง ก็สามารถแก้ไขด้วยวิธีการนี้จนกลับสู่สภาพปกติในที่สุด  เพราะร่างกายจะตอบสนอง

มีเลือดมาเลี้ยงผิวหนังที่ปลายได้   ไม่เหมือนถูกดันอยู่ด้วยซิลิโคน  

          ส่วนการผ่าตัดที่ใช้กระดูกอ่อนครอบไว้ที่ปลายซิลิโคน  หมอไม่ได้นำมาใช้ เพราะมีโอกาสที่กระดูกอ่อน

อาจจะตายจากการที่ยังมีซิลิโคนดันอยู่ และบางครั้งถ้าผิวบางมากจะเห็นกระดูกอ่อนเป็นวงชัดเจนที่ปลายจมูกได้

               ข้อจำกัดในการทำการผ่าตัดแบบนี้  คือ ศัลยแพทย์จำเป็นต้องมีความรู้ด้านโครงสร้างของจมูกอย่างลึกซึ้ง   

ต้องผ่าตัดเสริมซิลิโคนจมูกมาจนชำนาญ   มีความแม่นยำสูง จนทราบแล้วว่าจะทำอย่างไร  ให้จมูกไม่เอียงไม่เบี้ยว

และเป็นธรรมชาติเสมือนจริง เพราะการผ่าตัดกระดูกอ่อนนี้ เป็นการทำจมูกที่หมอผู้ผ่าตัดต้องตั้งใจให้เป็นจมูกที่คงทน

ถาวร ไม่ต้องแก้ไขอีกในอนาคตอีกแล้ว    และอีกสิ่งที่เป็นความรู้สึกที่ต้องมี คือ ความคลั่งไคล้หลงไหลต่อ

การเสริมจมูกให้สวยที่สุด   หรือที่เรียกว่า ต้องมี  passion  มิฉะนั้นจะล้มเลิกไปเสียก่อน

             ในปัจจุบัน  หมอก็รู้สึกดีใจที่ได้เป็นคนหนึ่งที่มีส่วนในการริเริ่มพัฒนา เปลี่ยนโฉมวงการศัลยกรรมตกแต่งจมูก

ในประเทศไทย ให้เดินทางต่อ จากที่เราเคยหยุดอยู่ที่เทคนิคเดิม และคอยแก้ปัญหาเดิมๆมานาน

และคิดหวังไว้ว่าวงการศัลยกรรมตกแต่งไทยจะก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง และเป็นผู้นำด้านศัลยกรรมตกแต่งในเอเชีย

ซึ่งต้องอาศัยพลังของศัลยแพทย์ตกแต่งรุ่นพี่ รุ่นน้อง ร่วมอาชีพทุกท่าน 

ท้ายสุด  ถ้าถามว่าปณิธานในการผ่าตัดของหมอคืออะไร และอะไรคือสิ่งที่ได้จากการพัฒนาการเสริมจมูกชนิดใหม่นี้ ก็คือ 

               " การบรรจงสร้างงานศิลป์ที่ดีที่สุด   และไม่มีสิ่งที่เกินความพยายาม " นั่นเอง

                                           

                 เทคนิกการผ่าตัดเสริมจมูกโดยการสร้างปลายกระดูกอ่อนจริง 100 %

              (  Nasal Augmentation with Tip modification  โดย นพ.พีระ เทียนไพฑูรย์  PSC Technique)

           หลายท่านคงเคยนึกสงสัยว่า การที่รูปทรงจมูกของแต่ละคนแตกต่างกันนั้นเพราะอะไร 

      ทำไมจมูกบางคนถึงสวยได้รูปกว่าคนอื่น   แท้ที่จริงแล้วโครงสร้างของจมูกนั่นเองที่แตกต่างกัน 

      ซึ่งแนวคิดนี้คือ 

    “   หากสามารถแก้ไขโครงสร้างทุกชนิดให้สวยใกล้เคียงกันได้  

                       ย่อมสามารถปรับแต่งรูปทรงให้สวยแบบใดก็ได้เช่นกัน  “

       

       โครงสร้างของจมูก  ประกอบไปด้วย

   

                                                             

  1. กระดูกแข็ง  (Bone )  ได้แก่ กระดูกสันจมูก (  nasal bone ) และกระดูกขากรรไกรบน  ( upper maxilla ) 

            สองอย่างนี้จะเป็นตัวกำหนดรูปทรงของจมูกทางด้านบน  (  โคนจมูก )

            และความกว้างหรือแคบของฐานจมูกทางด้านข้าง

      2.  กระดูกอ่อน  (Cartilages)   ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่มีความซับซ้อน และบอบบาง

           ประกอบด้ายกระดูกอ่อนชิ้นเล็กๆจำนวนมากประกอบเข้าด้วยกัน  จะเป็นตัวกำหนดรูปทรงของจมูกส่วนล่าง

          ( Cartilaginous framework )และปลายจมูก ( Nasal Tip)    ว่าจะสวยงามเพียงใด

      3.  ชั้นผิวหนัง และไขมัน  ( Soft tissue coverage )    

           จะเป็นตัวแปรสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้รูปทรงของปลายจมูกใหญ่ หรือเล็ก 

                                                                                                                   

และหากกล่าวถึงเทคนิกต่างๆในการเสริมจมูกในปัจจุบัน   และข้อดี – ข้อเสีย สามารถแบ่งได้ 3 วิธี ดังนี้

  1. เสริมจมูก ด้วยซิลิโคนจรดปลายจมูก   ( Conventional  Nasal implant technique)

    หมายถึง  การเหลาซิลิโคนให้ได้รูปทรง สอดไว้ใต้ผิวหนัง  วางทับอยู่บนกระดูกสันจมูกและ

กระดูกอ่อนปลายจมูก   ซึ่งเป็นวิธีเดิมที่ศัลยแพทย์ใช้กันมานานหลายสิบปี

อย่างไรก็ตามเป็นที่รู้กันว่า   ถ้าระยะเวลานานพอ เช่น 1-2 ปีขึ้นไป  

ไม่ว่าศัลยแพทย์จะระมัดระวังอย่างไร หรือราคาทำผ่าตัดแพงหลายหมื่นหลายแสนแค่ไหน

 ซิลิโคนจะนิ่มหรือยืดหยุ่นมากแค่ไหน  ( Softness  or durability )  หากไม่ปฏิเสธความจริง

ก็จะพบว่าสามารถเกิดปัญหาผิวหนังที่ปลายจมูกบางลงจนเกิดความไม่ธรรมชาติ มองเห็นซิลิโคนได้ 

หรือบางครั้งรุนแรงจนปลายจมูกทะลุได้ (ดังภาพ)    และการจะแก้ไขให้กลับมาในสภาพที่ปกติ

หลังจากเกิดการทะลุนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก หรือทำไม่ได้เลย  เพราะปลายจมูกจะหดสั้นลง

มีการบุ๋มของเนื้อเยื่ออย่างถาวรจากผิวหนังที่บางมาก และแผลเป็นหดรั้งจากภายใน

 

     สาเหตุที่มักมีปัญหาการบางของผิวหนัง( Skin Atrophy )   เฉพาะที่ปลายจมูก   เพราะ

  •  ปลายจมูกเป็นส่วนที่มีความตึงสูงสุด ( high tension ) เพราะเป็นส่วนที่ยื่นมากที่สุด

             ยิ่งเสริมซิลิโคนที่ปลาย แรงตึงนี้ก็จะสูงกว่าธรรมชาติมาก   ซึ่งในความเป็นจริง ผิวหนังทุกส่วน

            ของร่างกายจะตอบสนองต่อแรงตึงที่ผิดธรรมชาติจากการใส่วัสดุเทียม  (Implant)  โดยการฝ่อลง

            ของชั้นผิวหนังและไขมัน เช่น เสริมจมูก   เสริมหน้าอก    เป็นต้น

  • คนเราสัมผัสจมูกก็มักจะโดนปลายจมูกก่อน ไม่ว่าจะการขยี้จมูก ล้างหน้า สัมผัสต่างๆ  ก็จะเกิดแรงถู

            ( Friction )

 

       ข้อดี      คือ  ค่าใช้จ่ายถูก  ศัลยแพทย์ผ่าตัดได้รวดเร็ว

       ข้อเสีย   คือ  ความเสียหายต่อเนื้อเยื่อโดยเฉพาะที่ปลายจมูกในระยะยาว 

                           อาจรุนแรงมากจนทะลุได้

                          เวลาสัมผัสที่ปลายจมูกยังรู้สึกถึงซิลิโคนได้ ไม่ธรรมชาติ

 

  1. เสริมจมูก ด้วยซิลิโคนจรดปลายจมูก +  วางกระดูกอ่อนเสริมเย็บครอบไว้ที่ปลายซิลิโคน 

           ( Conventional  Nasal implant technique +  Cartilage graft )      ( ทาง  PSC ไม่ได้ใช้วิธีนี้ )

         หมายถึง การผ่าตัดตามข้อ 1  แต่เพิ่มการวางกระดูกอ่อนชิ้นหนึ่ง

ครอบไว้หน้าต่อปลายแท่งซิลิโคน เพื่อลดปัญหาการบางหรือทะลุของผิวหนังปลายจมูก 

สามารถเพิ่มความปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง   อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่อาจพบ คือ  

 

         2.1.  หากผิวหนังปลายจมูกบางอยู่แล้วอาจจะทั้งในเคสทำใหม่ หรือเคสแก้ไข  

         มีโอกาสสามารถมองเห็นลักษณะของชิ้นกระดูกอ่อนได้ชัดเจน  ดูไม่ธรรมชาติ   ( ดังภาพ  )

 

2.2   มีโอกาสที่กระดูกอ่อนจะตาย หรือสลายไปได้  เนื่องจากเลือดที่สามารถเข้ามาเลี้ยงได้เพียงด้านเดียว

คือด้านที่สัมผัสกับผิวหนัง  เพราะอีกด้านหนึ่งวางอยู่บนซิลิโคนโดยตรง ไม่สามารถมีเลือดมาเลี้ยงได้  

( ดังภาพ  ทั้งสองเคส  พบว่าเมื่อกระดูกอ่อนสลายไปจึงมองเห็นซิลิโคนและผิวหนังที่ปลายบางเช่นเดิม )

 

การอยู่รอดของกระดูกอ่อนนั้น ทางแพทย์เรียกว่า  grafting  ชิ้นกระดูกอ่อนที่ย้ายมาจากที่อื่น

เปรียบเสมือนกาฝาก ต้องการสารอาหารและเส้นเลือดใหม่จากเนื้อเยื่อรอบๆ

จึงควรวางให้สัมผัสกับเนื้อเยื่อที่ดีโดยรอบให้มากที่สุด

 

      ข้อดี    คือ   ค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก  การผ่าตัดทำได้รวดเร็ว เพราะไม่ต้องแก้โครงสร้างจมูก

      ข้อเสีย  คือ   มีความเสี่ยงเรื่องการมองเห็นชิ้นกระดูกอ่อนเป็นวงที่ปลายจมูก 

                         มีโอกาสเกิดการสลายไปของกระดูกอ่อน และเวลาสัมผัสที่ปลายจมูกยังรู้สึกถึงซิลิโคนได้

                   

  1. เสริมจมูก  โดยการวางซิลิโคน หรือวัสดุอื่นเช่น  Gore-tex  เพื่อเสริมเฉพาะที่สันจมูก 

          ร่วมกับการปรับแต่งโครงสร้างกระดูกอ่อนที่ปลายจมูก และการเสริมกระดูกอ่อนที่ปลายจมูก  

         ( Nasal bridge implant  + Nasal tip framework reshaping + cartilage graft )       

            (   หมอพีระได้นำมาพัฒนาต่อเนื่องจนปัจจุบันกลายเป็นเทคนิคเฉพาะ PSC Technique )

            ซึ่งการปรับแต่งปลาย บางครั้งหมอเรียกย่อๆว่า Tip  Modification  แต่แท้ที่จริงแล้วคนที่วางคอนเซปท์

            เรื่องนี้นานมาแล้ว คือ  Professor Jach H.Sheen  ปัจจุบันอยู่ที่ California ,USA 

            ซึ่งตอนนั้นนิยมใช้กระดูกอ่อนกั้นกลางจมูก ( Septum )    แต่ในปัจจุบันในวงการจะนิยมใช้กระดูกอ่อน

            จากส่วนหลังใบหู  ( Concha )  หรือ กระดูกกั้นกลางจมูกก็ได้

       

                                       ( กระดูกอ่อนจะถูกแก้ไขเพื่อสร้างเป็นปลายใหม่ที่ได้รูปสวย  )

 

        

  วิธีนี้ในปัจจุบันได้รับการยอมรับอย่างสูงในวงการศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะด้านเสริมจมูกและ

 ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ระดับนานาชาติมากมาย และพิสูจน์แล้วว่ามีความปลอดภัยสูงที่สุด

 และคงทนถาวร  เพราะสาเหตุดังนี้    

       1.ซิลิโคนหรือวัสดุเสริมจมูก  จะถูกวางในตำแหน่งที่ปลอดภัยและพบปัญหาน้อยมากคือ ที่สันจมูกเท่านั้น

       2.ที่ปลายจมูก ซึ่งมีความเสี่ยงสูง   ไม่มีการใช้ซิลิโคน แต่อาศัยการปรับแต่งโครงสร้างจริงเป็นหลัก

        ได้แก่      การปรับแต่งรูปทรงกระดูกอ่อนธรรมชาติ  ทั้งขนาด การเรียงตัว มุมและองศาต่างๆ  

             ความสั้นยาวของกระดูกอ่อนต่างๆ  เพื่อให้เข้าใกล้กับโครงสร้างจมูกที่สวยที่สุดตามธรรมชาติ  

             อาจร่วมกับการใช้กระดูกอ่อนเสริมที่ปลายจมูกเลียนแบบกระดูกอ่อนจริงตามธรรมชาติ 

             จึงไม่พบปัญหาการมองเห็นวงของกระดูกอ่อนแม้ผิวหนังบางมากๆ   หรือในงานแก้ไขเป็นต้น

      3.ผิวหนังที่ปลาย สามารถยืดตามกระดูกจริงได้ โดยไม่มีการบางลงระยะยาว  เนื่องจากไม่เกิดการฝ่อตัว  

           เพราะไม่ได้สัมผัสกับวัสดุเทียม

      4.กระดูกอ่อนที่ปลายจมูกเป็นลักษณะผสมผสาน ระหว่างกระดูกอ่อนจริงที่มีอยู่แล้ว กับย้ายกระดูกอ่อนมา 

           และไม่มีการใช้ซิลิโคนแทรก จึงแทบไม่มีปัญหาเรื่องการฝ่อหรือสลายไปของกระดูกอ่อน

           แต่จำเป็นต้องมีความรู้และ เทคนิกในการดูแลกระดูกอ่อนเป็นอย่างดี

      5.โครงสร้างที่ใบหู หรือ กระดูกกั้นกลางจมูก จะไม่เสียรูปทรง เพราะนำส่วนที่ซ่อนอยู่ เฉพาะบางส่วนไปใช้เท่านั้น

 

ข้อดี       ความคงทน  สวยงามและปลอดภัยระยะยาว  

              เวลาสัมผัสเป็นธรรมชาติเนื่องจากเป็นปลายกระดูกอ่อนจริง

 

ข้อเสีย    ความซับซ้อนของการผ่าตัดสูงมากหลายเท่า  ใช้เวลาผ่าตัดนานหลายชั่วโมง  ค่าใช้จ่ายสูง

              ผลลัพธ์ขึ้นกับเทคนิกค่อนข้างมาก  และหากไม่ชำนาญการแก้ไขจะยากกว่า  

              

 

   กรณีการใช้กระดูกอ่อนเทียม เพื่อพยายามมาใช้แทนกระดูกอ่อนจริงนั้น วัสดุชนิดนี้แท้จริงคือ

MEDPOR หรือ  porous polyethylene  จะมีรูพรุนให้เนื้อเยื่อเข้าไปยึดเกาะ หมอเลิกใช้ไปเมื่อหลายปีก่อน

เนื่องจากพบปัญหาสำคัญคือ ยังมีโอกาสทะลุได้พอสมควร และปลายจมูกจะแข็งไม่มีการเคลื่อนไหวที่ดี 

 (Stiffness)  ปัจจุบันศัลยแพทย์ด้านทำจมูกที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศก็ไม่นิยมใช้เช่นกัน

 

    สำหรับโดยส่วนตัว หมอชื่นชอบวิธีที่ 3 นี้  และใช้เป็นมาตรฐานในการผ่าตัดจมูก และได้ริเริ่มพัฒนามานาน

ซึ่งที่ต่างประเทศก็มีการผ่าตัดลักษณะนี้อย่างแพร่หลายเช่นกันเนื่องจากปลอดภัยกว่าวิธีเดิม 

หมอได้นำมาใช้กับคนไข้ตนเองตั้งแต่ยุคที่ในเมืองไทยยังไม่ค่อยรู้จัก

บางศัลยแพทย์จึงยังออกความเห็นต่อต้านสิ่งเหล่านี้อยู่   ตอนที่มีสื่อมาสัมภาษณ์ก็เกิดกระแสต่อต้านรุนแรงพอสมควร 

หมออดทนพัฒนาเรื่อยมาให้ได้งานที่สมบูรณ์ และปัจจุบันกลายเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปแล้ว 

ที่คลินิกเองคนไข้จะมาปรึกษาเรื่องการผ่าตัดจมูกชนิดนี้เป็นหลัก   จนแทบจะยกเลิกการผ่าตัดสองวิธีแรกไปแล้ว

ทั้งที่แต่ก่อนหมอก็ชอบใช้ซิลิโคนเสริมจมูก และเห็นว่าสะดวกดี      

        ข้อจำกัดคือ ความซับซ้อนในการผ่าตัดซึ่งมากกว่าปกติหลายเท่า  ใช้เวลาผ่าตัดนานเกือบ 3 ชั่วโมง/ราย   

วันหนึ่งจึงสามารถทำผ่าตัดได้เพียงรายเดียวเท่านั้น    ยิ่งเคสแก้ไขยิ่งยากทวีคูณเพราะเซนสิทีฟมาก

เพราะโครงสร้างทุกอย่างต้องซ่อมส่วนที่เสียหายจากซิลิโคนเดิมเสียก่อนและผิวหนังก็มักจะบางมาก

ในแง่ของคนไข้เอง คนที่สนใจในการผ่าตัดชนิดนี้ก็ควรสอบถามศัลยแพทย์ของตนในรายละเอียดว่า

การผ่าตัดเสริมจมูกเป็นวิธีไหนในระหว่าง 3 วิธีดังกล่าวและอาจต้องตัดสินใจในแง่ของความเสี่ยงข้อดี ข้อเสีย

และ ค่าใช้จ่ายที่ตนเองยอมรับได้ด้วยเช่นกันครับ

 

                                  

                         

Back